ญาณมีการเห็นเป็นอานุภาพ. บุคคลผู้ประกอบด้วยญาณ ย่อมเห็นธรรม
ทั้งหลายที่เปิดเผยแล้วด้วยญาณ เหมือนคนมีจักษุ เห็นรูปทั้งหลายด้วยจักษุ.
ในคำว่า อาสวานํ ขยา นี้ ความละ ความไม่เกิดขึ้น อาการที่สิ้นไป ความ
ไม่มีอาสวะทั้งหลายก็เรียกว่า อาสวักขัย. ภังคะก็ดี มรรคผลนิพพานก็ดี
ท่านเรียกว่า อาสวักขัย แม้นี้. จริงอยู่ อาการที่สิ้นไป ท่านเรียกว่า อาสวักขัย
ได้ในบาลีเป็นต้นว่า อาสวนํ ขยา อนาสวํ เจโตวิมุตฺตึ เจโตวิมุตติ
ที่ไม่มีอาสวะ เพราะอาสวะสิ้นไป. ภังคะ ก็เรียกว่า อาสวักขัย ได้ในบาลี
นี้ว่า โย อาสวานํ ขโย วโย เภโท ปริเภโท อนิจฺจตา อนฺตรธานํ
อาการที่อาสวะสิ้นไป เสื่อมไป แตกไป แตกขาดไป ไม่เที่ยง หายไป.
มรรค ก็เรียกว่า อาสวักขัย ได้ในบาลีนี้ว่า
เสกฺขสฺส เสกฺขมานสฺส อุชุมคฺคานุสาริโน
ขยสฺมึ ปมึ าณํ ตโต อญฺา อนนฺตรา.
ญาณความรู้อันดับแรกในความสิ้นไป มีแก่พระ
เสกขะผู้กำลังศึกษา ผู้ดำเนินไปตรงมรรค อันดับ
ต่อไปก็มีอัญญาความรู้ทั่วถึง.
จริงอยู่ มรรคนั้น ย่อมเกิดขึ้นทำอาสวะให้สิ้นไป ระงับไป. เพราะ
ฉะนั้น มรรคท่านจึงเรียกว่า เป็นที่สิ้นอาสวะ. ผลก็เรียกว่า อาสวักขัย
ได้ในบาลีนี้ว่า อาสวานํ ขยา สมโณ โหติ ชื่อว่าเป็นสมณะ เพราะ
สิ้นอาสวะ. จริงอยู่ ผลนั้นเกิดขึ้นในที่สุดแห่งอาสวะทั้งหลายสิ้นไป เพราะ
ฉะนั้น ผลท่านจึงเรียกว่า อาสวักขัย. พระนิพพานก็เรียกว่า อาสวักขัย
ได้ในบาลีนี้ว่า