Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 26 หน้าที่ 150

เล่ม มมร. 26 หน้า 150 ข้อ 90
ในกาลนั้น อริยสาวกนี้เราเรียกว่า เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยทิฏฐิบ้าง เป็นผู้ สมบูรณ์ด้วยทัศนะบ้าง เป็นผู้มาถึงสัทธรรมนี้บ้าง เห็นสัทธรรมนี้บ้าง เป็นผู้ประกอบด้วยญาณอันเป็นเสกขะบ้าง เป็นผู้ประกอบด้วยวิชชาอัน เป็นเสกขะบ้าง เป็นผู้บรรลุกระแสแห่งธรรมบ้าง เป็นพระอริยะมีปัญญา เครื่องชำแรกกิเลสบ้าง ว่าอยู่ชิดประตูอมตนิพพานบ้าง. จบปัจจยสูตรที่ ๗ อรรถกถาปฏิจจสมุปปาทสูตรที่ ๗๑ พึงทราบวินิจฉัย ในปฏิจจสมุปปาทสูตรที่ ๗ ดังต่อไปนี้. เมื่อตรัสปฏิจจสมุปบาท ตามลำดับ พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงถือเอา บทสุดท้าย ตรัสว่า กตมญฺจ ภิกฺขเว ชรามรณํ เป็นต้น. บทว่า เอวํ ปจฺจยํ ปชานาติ ความว่า อริยสาวกรู้ชัดถึงปัจจัย ด้วยอำนาจทุกขสัจ อย่างนั้น. แม้ปัจจยสมุทัยเป็นต้น ก็พึงทราบด้วยอำนาจ สมุทยสัจ เป็นต้น เหมือนกัน. บทว่า ทิฏฺสมฺปนฺโน ได้แก่สมบูรณ์ด้วยปัญญา ใน มรรค. บทว่า ทสฺสนสมฺปนฺโน เป็นไวพจน์ของบทว่า ทิฏฺิสมฺปนฺโน นั้นนั่นเอง. บทว่า อิมํ สทฺธมฺมํ ได้แก่มาถึงสัทธรรมคือมรรค. บทว่า ปสฺสติ ได้แก่เห็นสัทธรรมคือมรรคนั่นแหละ. บทว่า เสกฺเขน าเณน ได้แก่ด้วยญาณในมรรค. บทว่า เสกฺขาย วิชฺชาย ได้แก่ด้วยความรู้ แจ้งในมรรค. บทว่า ธมฺมโสตํ สมาปนฺโน ได้แก่เข้าถึงกระแสธรรม กล่าวคือมรรคนั่นเอง. บทว่า อริโย ได้แก่ล่วงภูมิของปุถุชน. บทว่า นิพฺเพธิกปญฺโ ได้แก่ผู้ประกอบด้วยปัญญาเจาะแทง. พระนิพพาน ชื่อว่า ๑. พระสูตรเป็นปัจจยสูตร
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka