บทว่า อนฺธการํ ปฏิจฺจ ความว่า ก็ความมืด กำหนดแล้ว
ด้วยแสงสว่าง ถึงแสงสว่าง ก็กำหนดแล้วด้วยความมืด ก็แสงสว่างนั้น
ปรากฏได้ด้วยความมืด เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสว่า
อาภาธาตุ เพราะอาศัยความมืด จึงปรากฏได้. ในบทนี้ว่า อสุภํ ปฏิจฺจ
ก็มีนัยนี้แล. ก็ความไม่งาม กำหมดแล้วด้วยความงาม และความงาม
กำหนดแล้วด้วยความไม่งาม เมื่อความไม่งามมีอยู่ ความงามก็ปรากฏ
ได้ เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสอย่างนี้. บทว่า รูปํ
ปฏิจฺจ ได้แก่อาศัยรูปาวจรสมาบัติ. เพราะว่า เมื่อรูปาวจรสมาบัติ มีอยู่
ชื่อว่าอากาสานัญจายตนสมาบัติ ย่อมมีได้ หรือความก้าวล่วงรูปก็มี
เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสอย่างนี้ . แม้ในวิญญาณัญจายตน-
ธาตุเป็นต้น ก็มีนัยนี้แล. บทว่า นิโรธํ ปฏิจฺจ ความว่า อาศัย
ความไม่เป็นไปซึ่งการพิจารณาขันธ์ ๔ ชื่อว่านิโรธสมาบัติ เพราะอาศัย
ความดับแห่งขันธ์ จึงปรากฏได้ อาศัยความเป็นไปแห่งขันธ์ ปรากฏ
ไม่ได้ เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสอย่างนี้. ก็ในที่นี้
ความดับแห่งขันธ์ ๔ พึงทราบว่า นิโรธสมาบัติ. บทว่า กถํ สมาปตฺติ
ปตฺตพฺพา ความว่า บุคคลพึงเข้าถึงสมาบัติอย่างไร คือสมาบัติเช่นไร.
บทว่า สญฺาสมาปตฺติ ปตฺตพฺพา ความว่า บุคคลพึงเข้าถึงสัญญา
สมาบัติ ชื่อว่าสัญญาสมาบัติ เพราะมีสัญญา. บทว่า สงฺขาราวเสสสมาปตฺตํ
ปตฺตพฺพา ความว่า บุคคลพึงเข้าถึงสังขาราวเสสสมาบัติ เพราะสังขาร
อันละเอียดยังเหลืออยู่. บทว่า นิโรธสมาปตฺติ ปตฺตพฺพา ความว่า
นิโรธนั่นแหละ ชื่อว่านิโรธสมาบัติ พึงเข้าถึงนิโรธสมาบัติ.
จบอรรถกถาสัตติมสูตรที่ ๑