Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 26 หน้าที่ 478

เล่ม มมร. 26 หน้า 478 ข้อ 398
คำพูดของผู้ประสงค์จะให้เขาตายว่า ท่านทั้งหลาย จงให้คนนี้นอนเป็น สุขเถิด ไม่ชื่อว่าผรุสวาจาหามิได้. ที่แท้ วาจานั้น ต้องเป็นผรุสวาจาแน่ เพราะผู้พูดเป็นผู้มีจิตหยาบ. ผรุสวาจานั้น ชื่อว่ามีโทษน้อย เพราะเป็นผู้ถูก ผรุสวาจีบุคคลมุ่งหมายให้เป็นไปมีคุณน้อย ชื่อว่ามีโทษมาก เพราะ ผู้นั้นมีคุณมาก. ผรุสวาจานั้น มีองค์ ๓ คือ ด่าผู้อื่น ๑ จิตโกรธ ๑ การด่า ๑. อกุศลเจตนาที่ยังกายประโยค และวจีประโยคให้ตั้งขึ้น .อันยังผู้อื่น ให้รู้สิ่งที่มิใช่ประโยชน์ ชื่อว่า สัมผัปปลาปะ. สัมผัปปลาปะนั้น ชื่อว่า มีโทษน้อย เพราะอาเสวนะน้อย ชื่อว่ามีโทษมาก เพราะมีอาเสวนะ มาก. สัมผัปปลาปะนั้น มีองค์ ๒ คือ ความเป็นผู้มุ่งพูดเรื่องอันหา ประโยชน์มิได้ มีเรื่องภารตยุทธ และเรื่องชิงนางสีดาเป็นต้น ๑ การ พูดเรื่องเห็นปานนั้น ๑. ธรรมชาติที่ชื่อว่า อภิชฌา เพราะอรรถว่า เพ่งเล็ง อธิบายว่า เป็นไปโดยความเป็นผู้มุ่งภัณฑะของผู้อื่น แล้วน้อมไปในภัณฑะนั้น. อภิชฌานั้น มีลักษณะเพ่งเล็งต่อภัณฑะของผู้อื่นอย่างนี้ว่า ไฉนหนอสิ่งนี้ จะพึงเป็นของ ๆ เรา ดังนี้ ชื่อว่ามีโทษน้อย และมีโทษมาก เหมือน อทินนาทาน. อภิชฌานั้น มีองค์ ๒ คือภัณฑะของผู้อื่น ๑ การน้อมมาเพื่อ ตน ๑ จริงอยู่ เมื่อความโลภซึ่งมีภัณฑะของผู้อื่นเป็นที่ตั้ง แม้เกิดขึ้น แล้ว อภิชฌาลุบุคคลยังไม่น้อมมาเพื่อตน ด้วยคิดว่า ไฉนหนอ ของสิ่งนี้ จะพึงเป็นของ ๆ เราตราบใด กรรมบถก็ยังไม่ขาดตราบนั้น.
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka