Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 26 หน้าที่ 591

เล่ม มมร. 26 หน้า 591 ข้อ 517
ตฺวํ พหุกรณีโย ถามว่า พระเถระเป็นผู้ขวนขวายในนวกรรมเป็นต้นหรือ จึงกล่าวอย่างนี้ก็พระอานนท์. ก็เมื่อพระศาสดาของเราปรินิพพานแล้ว บริษัท ๔ เข้าไปหาพระอานนทเถระ ร้องไห้อยู่ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ บัดนี้ท่านรับบาตรและจีวรของใครเที่ยวไปเล่า. ท่านกวาดบริเวณของใคร. ท่านถวายน้ำล้างหน้าแก่ใคร. พระเถระปลอบบริษัทว่า สังขารทั้งหลาย ไม่เที่ยง. พระยามัจจุราชไม่ละอาย ประหารแล้วแม้ในพุทธสรีระ. นั่น เป็นธรรมดาของสังขารทั้งหลาย ท่านทั้งหลายอยู่เศร้าโศก อย่าคร่ำครวญ ดังนี้. นี้เป็นกิจมากของท่าน. พระเถระหมายถึงข้อนั้น จึงกล่าวอย่างนี้. บทว่า สนฺทสฺเสสิ ได้แก่ แสดงคุณแห่งการปฏิบัติ. บทว่า สมาทเปสิ แปลว่า ให้ถือเอา. บทว่า สมุตฺเตเชสิ แปลว่า ให้อาจหาญ. บทว่า สมฺปหํเสสิ ได้แก่ ให้ยินดีรุ่งเรืองด้วยคุณที่ได้แล้ว. บทว่า ถุลฺลติสฺสา ความว่า ชื่อว่าติสสา เพราะมีสรีระอ้วน. บทว่า เวเทหมุนิโน คือ บัณฑิตมุนี. ก็บัณฑิตย่อมนำไป คือทำกิจทั้งปวงด้วยความรู้ กล่าวคือ ญาณ. เพราะฉะนั้น จึงเรียกว่า เวเทหมุนี. ชื่อว่าเวเทหมุนี เพราะอรรถ ว่า มุนีนั้นด้วย เป็นผู้มีความรู้ด้วย. บทว่า ธมฺมํ ภาสิตพฺพํ มญฺติ ความว่า พระมหากัสปตนเองอยู่ป่า ทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร จึงสำคัญ ธรรมที่ตนควรกล่าวว่า เราเป็นธรรมกถึก ดังนี้ ในที่ต่อหน้าของพระ อานนท์ผู้ทรงปิฎก เป็นคลังพระธรรม. พูดดูหมิ่นว่า ก็นี้ได้แก่อะไร ก็นี้เป็นอย่างไร. บทว่า อสฺโสสิ ความว่า ได้ฟังแล้ว ด้วยสามารถ แห่งคำที่บุคคลอื่นมาบอก. บทว่า อาคเมหิ ตฺวํ อาวุโส ได้แก่ ท่าน ผู้มีอายุ จงหยุดก่อน. บทว่า มา เต สงฺโฆ อุตฺตรึ อุปปริกฺขิ ความว่า ภิกษุสงฆ์อย่าเข้าไปสอดเห็นข้อนั้นให้เกินไปในโอกาส. มีอธิบายว่า สงฆ์
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka