Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 27 หน้าที่ 110

เล่ม มมร. 27 หน้า 110 ข้อ 106
เพราะดำรงอยู่ จึงยินดีพร้อม เพราะยินดีพร้อม จึงไม่สะดุ้ง เมื่อ ไม่สะดุ้ง ย่อมดับรอบเฉพาะตนเท่านั้น ภิกษุนั้นย่อมทราบชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำทำเสร็จแล้ว กิจอื่น เพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี. จบ อุปายสูตรที่ ๑ อรรถกถาอุปายสูตรที่ ๑ ในอุปายสูตรที่ ๑ แห่งอุปายวรรคมีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :- บทว่า อุปาโย ได้แก่ เข้าถึงขันธ์ ๕ ด้วยอำนาจ ตัณหา มานะ และทิฏฐิ บทว่า วิญฺาณํ ได้แก่ กรรมวิญญาณ (วิญญาณที่เกิดแต่ กรรม). บทว่า อาปชฺเชยฺย ได้แก่พึงให้กรรมย่อยยับไปแล้วถึง ความเจริญเป็นต้นโดยความเป็นธรรมชาติสามารถรั้งปฏิสนธิมาได้. เหตุในการไม่ถือเอาบทว่า วิญฺาณูปายํ ท่านได้กล่าวไว้แล้วนั่นแล. บทว่า โวจฺฉิชฺชตารมฺมฌํ ความว่า อารมณ์ย่อมขาดลง เพราะความ ไม่สามารถรั้งปฏิสนธิมา. บทว่า ปติฏฺา วิญฺาณสฺส ความว่า กรรมวิญญาณย่อมไม่มีที่ตั้งอาศัย. บทว่า ตทปฺปติฏฺิตํ ตัดบทเป็น ตํ อปฺปติฏฺิตํ. บทว่า อนภิสํขจฺจ วิมุตฺตํ ความว่า ไม่ปรุงแต่งปฏิสนธิ หลุดพ้นไป. จบ อรรถกถาอุปายสูตรที่ ๑ ๒. พีชสูตร ว่าด้วยอุปมาวิญญาณด้วยพืช [๑๐๖] กรุงสาวัตถี. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย พืช ๕ อย่างนี้ ๕ อย่างเป็นไฉน คือ พืชงอกจากเหง้า ๑
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka