บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โน จสฺสํ โน จ เม สิยา ความว่า
ก็เราไม่พึงเป็น แม้ปริขารของเราก็ไม่พึงมี ก็หรือว่าถ้าการปรุงแต่ง
กรรมในอดีตของเราจักไม่ได้มีแล้วไซร้ บัดนี้ขันธ์ ๕ หมวดของเรานี้
ไม่พึงมี. บทว่า น ภวิสฺส น เม ภวิสฺสติ ความว่า ก็บัดนี้เราจักพยายาม
โดยประการที่การปรุงแต่งกรรมอันให้ขันธ์บังเกิดแก่เราในอนาคต
จักไม่มี เมื่อการปรุงแต่งกรรมไม่มี ชื่อว่าปฏิสนธิในอนาคตก็จักไม่มี
แก่เรา. บทว่า เอวํ วิมุจฺจมาโน ความว่า ภิกษุเมื่อน้อมใจไปอย่างนี้
ตั้งอยู่ในอุปนิสัยมีกำลังอ่อน พึงตัดโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ได้. บทว่า
เอวํ วุตฺเต ความว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรำพึงถึงความที่
พระศาสนาเป็นเหตุนำออกจากทุกข์ ตรัสอุทานนี้อย่างนี้. บทว่า
รูปํปิ ภวิสฺสติ ความว่า รูปจักมี. บทว่า รูปสฺส วิภวา ได้แก่เพราะเห็น
ไม่เป็นไปของรูป. จริงอยู่ มรรค ๔ ที่สัมปยุตด้วยวิปัสสนา ชื่อว่าเห็น
ความเปลี่ยนแปลงแห่งรูปเป็นต้นซึ่งท่านหมายกล่าวไว้เช่นนั้น.
บทว่า เอวํ วิมุจฺจมาโน ภนฺเต ภิกฺขุ ฉินฺเทยฺย ความว่า ข้าแต่พระองค์
ผู้เจริญ ภิกษุเมื่อน้อมใจไปอย่างนี้ พึงตัดโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ได้
เหตุไรจักไม่ตัด.
บัดนี้ เมื่อจะทูลถามถึงมรรคผลสูงๆขึ้นไป ภิกษุนั้นจึงกราบทูล
คำเป็นต้นว่า กถํ ปน ภนฺเต ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น. บทว่า อนนฺตรา
ได้แก่กาลอันเป็นลำดับ ซึ่งมีอยู่ ๒ อย่าง คือ กาลเป็นลำดับใกล้ ๑
กาลเป็นลำดับไกล ๑ วิปัสสนาชื่อว่า กาลเป็นลำดับใกล้ต่อมรรค
ไกลต่อผล ภิกษุหมายเอากาลเป็นลำดับนั้น จึงทูลถามว่า ข้าแต่-
พระองค์ผู้เจริญ เมื่อภิกษุรู้อยู่อย่างไร เห็นอยู่อย่างไร อรหัตตผลที่นับว่า
ความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ย่อมมีในลำดับแห่งวิปัสสนา. บทว่า