Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 27 หน้าที่ 146

เล่ม มมร. 27 หน้า 146 ข้อ 137
หรือภวังคจิตนั่นแหละ. บทว่า นิรุทฺธํ ความว่า ไม่ล่วงเลยส่วนอื่น ดับคือเข้าไปสงบในที่นั้นเอง. บทว่า วิปริณตํ ได้แก่ถึงความแปรปรวน คือพินาศไป. บทว่า อชาตํ แปลว่า ไม่เกิดขึ้น. บทว่า อปาตุภูตํ ได้แก่ ไม่ตั้งอยู่โดยปรกติ. บทว่า อุกฺกลา ได้แก่ผู้อยู่ในอุกกลชนบท. บทว่า วสฺสภญฺา ได้แก่วัสสโคตรและภัญญโคตร. ชนทั้งสองพวกนั้นยึดถือทิฏฐิเป็นมูล. ในบทว่า อเหตุกวาทา เป็นต้น มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ ชื่อว่า อเหตุกวาทา เพราะถือว่า เหตุไม่มี ปัจจัยไม่มี ชื่อว่า อกิริยวาทา เพราะถือว่า เมื่อบุคคลทำ บาปชื่อว่าไม่เป็นอันทำ เป็นต้น ชื่อว่า นัตถิกวาทา เพราะถือว่า ทานที่ให้แล้ว ไม่มีผล เป็นต้น. ในข้อนั้น มีชนอยู่ ๒ พวก มีทิฏฐิอยู่ ๓ อย่าง แต่มิใช่พวกหนึ่ง ๆ มีทิฏฐิ พวกละทิฏฐิครึ่ง ในข้อนี้ พวกหนึ่ง ๆ พึงทราบว่า ทำทิฏฐิทั้งสามให้เกิด เหมือนภิกษุรูปหนึ่ง ทำฌานทั้ง ๔ ให้เกิดขึ้นตามลำดับ. เมื่อบุคคลรำพึงยินดีเพลิดเพลินอยู่ บ่อย ๆ ว่า เหตุไม่มี ปัจจัยไม่มี ความเห็นของเขาย่อมเป็นเหมือนยินดี ในฌาน เหมือนมรรคทัสสนะ เขาหยั่งลงสู่ความกำหนดว่าเป็น มิจฉาทิฏฐิ. เขาถูกเรียกว่าเป็นผู้มีธรรมฝ่ายดำอย่างแท้จริง. ในฐานะ แม้เหล่านี้ คือเมื่อบุคคลทำ บาปไม่ชื่อว่าเป็นอันทำ ทานที่ให้แล้ว ย่อมไม่มีผล มิจฉาทิฏฐิกบุคคลย่อมหยั่งลงสู่ความกำหนดว่าเป็น มิจฉาทิฏฐิ เหมือนหยั่งลงในอเหตุกทิฏฐิ ฉะนั้น. ในคำว่า น ครหิตพฺพํ น ปฏิกฺโกสิตพฺพํ อมญฺึสุ นี้มีวินิจฉัย ดังต่อไปนี้ เมื่อบุคคลกล่าวว่าสิ่งที่ชื่อว่าอดีตก็คงเป็นอดีต สิ่งที่เป็น อดีตนี้ เป็นอนาคตก็ได้ เป็นปัจจุบันก็ได้ ชื่อว่าย่อมติเตียน. ครั้นเห็นโทษ ในทิฏฐินั้นแล้ว เมื่อจะกล่าวว่า ประโยชน์อะไรด้วยสิ่งที่เราติเตียนนี้
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka