การที่ภิกษุนี้ท่องเที่ยวไปในสำนักอุปัชฌาย์อาจารย์ในเวลา
ที่มีพรรษายังไม่ครบ ๕ พึงเห็นว่า เปรียบเหมือนการที่เรือลอยวน
อยู่ในทะเลหลวง.
ความที่สังโยชน์ทั้งหลายของภิกษุเบาบางลง เพราะอุเทศ และ
ปริปุจฉา เป็นต้น นั่นเอง๑ โดยสังเขปก็ได้แก่บรรพชา พึงเห็นว่า เปรียบ
เหมือนการที่เชือกผูกเรือถูกน้ำในทะเลหลวงกัดกร่อนจนบาง.
เวลาที่ภิกษุผู้เป็นนิสัยมุตตกะเรียนกรรมฐานแล้ว (ไป) อยู่ในป่า
พึงเห็นว่า เปรียบเหมือนเวลาที่เรือถูกยกวางไว้บนบก.
การที่เสน่หาคือตัณหาเหือดแห้งไปเพราะวิปัสสนาญาณ พึงเห็น
ว่า เปรียบเหมือนเชือกผูกเรือแห้ง เพราะถูกลมและแดดในตอนกลางวัน.
การที่จิตชุ่มชื่น เพราะปีติ และปราโมทย์ อันอาศัยกรรมฐาน
เกิดขึ้น พึงเห็นว่า เปรียบเหมือนการที่เรือชุ่มชื้น เพราะถูกน้ำอันเกิด
จากน้ำค้าง ในตอนกลางคืน.
การที่ภิกษุได้ฤดูเป็นสัปปายะเป็นต้นในวันหนึ่ง ในวิปัสสนาญาณ-
กรรมฐาน แล้วมีสังโยชน์เบาบางลงมากมาย เพราะปีติและปราโมทย์
อันเกิดแต่วิปัสสนาญาณ๒ พึงเห็นว่า เปรียบเหมือนเครื่องผูก (เรือ) แห้ง
ใน ตอนกลางวัน เพราะถูกลมและแดด และเปียกชื้นในตอนกลางคืน
เพราะน้ำเกิดจากน้ำค้าง.
อรหัตตมรรคญาณ พึงเห็นว่า เปรียบเหมือนเมฆฝน.
๑. ปาฐะว่า เจว น่าจะเป็น เอว
๒. ปาฐะว่า เอกา ปีติปามุชฺเชหิ ฉบับพม่าเป็น วิปสฺสนาาณปีติปาโมชฺเชหิ แปลตามฉบับพม่า.