ภิ. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า.
ภ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยงเป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา
เพราะไม่ถือมั่นสิ่งนั้น พึงเกิดทิฏฐิขึ้นอย่างนี้ว่า เราไม่พึงมี และบริขาร
ของเราไม่พึงมี เราจักไม่มี และบริขารของเราจักไม่มี ใช่ไหม ?
ภิ. ไม่พึงเกิดทิฏฐิอย่างนั้นเลย พระเจ้าข้า.
ภ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อใดแล อริยสาวกละความสงสัย
ในฐานะ ๖ เหล่านี้ ชื่อว่าเป็นอันละความสงสัยแม้ในทุกข์ แม้ใน
ทุกขสมุทัย แม้ในทุกขนิโรธ แม้ในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย เมื่อนั้น อริยสาวก นี้เราเรียกว่า เป็น พระโสดาบัน
มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงที่จะตรัสรู้ในเบื้องหน้า.
จบ โนจเมสิยาสูตร
อรรถกถาเอตังมมสูตรที่ ๒ ถึง
โนจเมสิยาสูตรที่ ๔
ในบทว่า ทิฏฺํ เป็นต้น พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
อารมณ์ที่เห็นได้ (ทิฏฺํ) ได้แก่ รูปายตนะ, อารมณ์ที่ได้ยินได้
(สุตํ) ได้แก่ สัททายตนะ, อารมณ์ที่ทราบได้ (มุตํ) ได้แก่ คันธายตนะ
รสายตนะ (และ) โผฏฐัพพายตนะ. ก็คันธายตนะ รสายตนะ (และ)
โผฏฐัพพายตนะ นั้นเรียกว่า อารมณ์ที่ทราบได้ (มุตํ) เพราะต้อง (ให้)
มาถึง (ปสาทรูป) ก่อนจึงจะรับได้. อายตนะ ๗ ที่เหลือชื่อว่า วิญญาณ
บทว่า ปตฺตํ ได้แก่ อารมณ์ที่แสวงหาหรือไม่แสวงหาก็ตาม
(แต่) ประจวบเข้า.