บทว่า ฉเฬว แยกสนธิเป็น ฉ เอว. บทว่า อสํวุโต ยตฺถ
ทุกฺขํ นิคจฺฉติ ความว่า บุคคลผู้เว้นจากการสำรวม ในอายตนะเหล่าใด
ย่อมถึงทุกข์. บทว่า เตสญฺจ เย สํวรณํ อเวทึสุ ความว่าชนเหล่าใด
ประสบคือได้ ความสำรวมอายตนะ เหล่านั้น. บทว่า วิหรนฺตานวสฺสุตา
ได้แก่ เป็นผู้อันราคะ ไม่ชุ่ม ไม่เปียกอยู่. บทว่า อสาทุํ สาทุํ ได้แก่
ไม่อร่อย และอร่อย.
บทว่า ผสฺสทฺวยํ สุขทุกฺขํ อุเปกฺเข ได้แก่ผัสสะในอุเบกขา
มี ๒ คือ สุขสัมผัส หรือ ทุกขสัมผัส อธิบายว่า พึงให้อุเบกขา เกิดขึ้นใน
ผัสสะ ๒ อย่างเดียว อีกอย่างหนึ่ง บาลีว่า ผสฺสทฺวยํ สุขทุกฺขํ อุเปกฺขา
(ผัสสะ ๒ สุขทุกข์ อุเปกขา ). อธิบายว่า สุขทุกข์ อุเบกขา มีผัสสะเป็น
เหตุ. บุคคลไม่ยังความยินดีให้เกิดขึ้นในสุข ไม่ยังความยินร้ายให้เกิดขึ้น
ในทุกข์ ก็พึงเป็นผู้อุเบกขาวางเฉย. บทว่า อนานุรุทฺโธ อวิรุทฺธ เกนจิ
ความว่า ไม่พึงยินดี ไม่พึงยินร้าย กับอารมณ์ไร ๆ.
บทว่า ปปญฺจสญฺา ความว่า ชื่อว่า เป็นผู้มีสัญญาเนิ่นช้า
เพราะกิเลสสัญญา. บทว่า อิตรีตรา นรา ได้แก่สัตว์ผู้ต่ำทราม. บทว่า
ปปญฺจยนฺตา อุปยนฺติ ความว่า ยินดีธรรมเป็นเครื่องเนิ่นช้า. ย่อมเข้า
ถึงวัฏฏะ บทว่า สญฺญิโน ได้แก่สัตว์ผู้มีสัญญา. บทว่า มโนมยํ
เคหสิตญฺจ สพฺพํ ความว่า จิตสำเร็จด้วยใจอันอาศัยเรือนคือกามคุณ ๕
ทั้งปวงนั่นเอง. บทว่า ปนุชฺช แปลว่า บรรเทา คือนำออก. บทว่า
เนกฺขมฺมสิตํ อิริยติ ความว่า ภิกษุผู้เป็นชาติบัณฑิต ย่อมดำเนินจิต
อาศัยเนกขัมมะ. บทว่า ฉสฺสุ ยทา สุภาวิโต ความว่า คราวใด