โดยย่อ ก็คือนามรูปนั่นเอง. เพราะฉะนั้น ในข้อนี้ พึงกล่าวกรรมฐาน
ให้พิสดาร ตั้งต้นแต่กำหนดนามรูปเป็นอารมณ์ จนถึงพระอรหัตด้วย
ประการฉะนี้.
บทว่า นิพฺพานสฺเสตํ อธิวจนํ ความว่า ความจริงพระนิพพาน
ชื่อว่า เป็นแดนเกษม ไม่มีภัยเฉพาะหน้าจากมตาภูตรูป ๔ เหมือนฝั่งโน้น
ของห้วงน้ำ.
ในคำว่า วิริยารมฺภสฺเสตํ อธิวจนํ นี้ เพื่อแสดงถึงการทำความ
เพียรทางจิต จึงทรงยึดเฉพาะความพยายามที่ได้รู้ไว้ในหนหลังแสดงว่า
วิริยะ ดังนี้. บทว่า ติณฺโณ ปารคโต แปลว่า ข้ามถึงฝั่ง.
ในข้อนั้น พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้. ผู้ยืนอยู่ฝั่งนี้อันน่ารังเกียจ
ประสงค์จะข้ามห้วงน้ำพักอยู่ ๒ - ๓ วัน ค่อย ๆ ตระเตรียมเรือแล้วขึ้นเรือ
เป็นเหมือนเล่นน้ำ แม้เมื่อเขาทำอย่างนั้น ก็ยังขึ้นเรือไม่ได้ย่อมถึงความ
พินาศฉันใด ภิกษุผู้ใคร่จะข้ามห้วงน้ำคือกิเลสก็ฉันนั้นเหมือนกัน ไม่ควร
ทำความเนิ่นช้าว่า เรายังเป็นหนุ่มอยู่ จักผูกแพคือมรรคมีองค์ ๘ ต่อเวลา
เราแก่เสียก่อน จริงอยู่ ภิกษุเมื่อทำอยู่อย่างนี้ แม้เวลาแก่ก็ยังไม่ถึง ก็ถึง
ความพินาศ แม้แก่ก็ยังไม่ถึง ก็ไม่อาจทำได้. แต่ควรระลึกถึง ภัทเทก-
รัตตสูตรเป็นต้น แล้วรีบเร่งผูกแพคืออริยมรรคนี้ทันที.
ก็บุคคลจะผูกแพ ควรมีมือเท้าบริบูรณ์ จริงอยู่คนมีเท้าเป็นโรค
พุพอง หรือมีเท้าหงิกง่อย ไม่สามารถจะยินได้ บุคคลผู้มีมือเป็นแผล
เป็นต้น ไม่อาจจับใบหญ้าใบไม้เป็นต้นได้ ฉันใด ภิกษุผู้จะผูกแพคืออริย-
มรรคนี้ ก็ฉันนั้น พึงปรารถนาความบริบูรณ์ ด้วยเท้าคือศีล และด้วยมือ