Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 29 หน้าที่ 71

เล่ม มมร. 29 หน้า 71 ข้อ 468 469
เรือนของชนที่คุ้นเคยกัน และย่อมเที่ยวสอดส่องดูที่ยืนและที่นั่งของสามี ด้วยเหตุนั้นพระองค์ จึงตรัสว่า เวลาเที่ยง มีใจอันความริษยากลุ้มรุม แล้ว. ส่วนในเวลาเย็น จิตของหญิงนั้น ย่อมน้อมไปเพื่อเสพอสัทธรรม. ด้วยเหตุนั้น พระองค์ จึงตรัสว่า เวลาเย็นมีใจอันกามราคะกลุ้มรุมแล้ว. จบ อรรถกถามาตุคามสูตรที่ ๔ ๕. อนุรุทธสูตร ว่าด้วยมาตุคามผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการย่อมเข้าถึงอบาย [๔๖๘] ครั้งนั้นแล ท่านพระอนุรุทธะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระ ภาคเจ้าถึงที่ประทับ ฯ ล ฯ ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่ พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส ข้าพระองค์ได้เห็นมาตุคามเมื่อ แตกกายตายไป เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ด้วยทิพยจักษุอัน บริสุทธิ์ล่วงจักษุของมนุษย์ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ มาตุคามผู้ประกอบด้วย ธรรมเท่าไรหนอ เมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก [๔๖๙] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนอนุรุทธะ มาตุคาม ผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ เมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน. คือ มาตุคามเป็นผู้ไม่ ศรัทธา ๑ ไม่มีหิริ ๑ ไม่มีโอตตัปปะ ๑ มักโกรธ ๑ มีปัญญาทราม ๑ ดูก่อนอนุรุทธะ มาตุคามผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการนี้แล เมื่อแตก กายตายไป ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก. จบ อนุรุทธสูตรที่ ๔ สูตรที่ ๕ เป็นต้น มีเนื้อความง่ายทั้งนั้น
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka