อ. ดูก่อนคฤหบดี ก็ตลอดเวลา ๓๐ ปีมานี้ อุตตริมนุสสธรรม
อะไร ๆ ที่เป็นญาณทัสสนะวิเศษชั้นเยี่ยมอย่างบริบูรณ์ อันท่านบรรลุแล้ว
เป็นธรรมเครื่องอยู่ผาสุก มีอยู่หรือ.
จิตต. ท่านผู้เจริญ แม้คฤหัสถ์ก็พึงมีธรรมเช่นนั้นได้ เพราะ
ข้าพเจ้าย่อมจำนงหวังได้ทีเดียวว่า เราสงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม.
เข้าปฐมฌาน มีวิตกวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกอยู่ ข้าพเจ้าย่อม
จำนงหวังได้ทีเดียวว่า เราเข้าทุติยฌาน . . . ข้าพเจ้าย่อมจำนงหวังได้ทีเดียว
ว่า มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ และเสวยสุขด้วยกาย เพราะปีติสิ้นไป
เข้าตติยฌาน . . . ข้าพเจ้าย่อมจำนงหวังได้ทีเดียวว่า เราเข้าจตุตถฌาน . . .
ก็แหละข้าพเจ้าพึงพยากรณ์ก่อนพระผู้มีพระภาคเจ้าไซร้ ก็จะไม่เป็นการ
น่าอัศจรรย์ สำหรับข้อที่พระผู้มีพระภาคเจ้าจะพึงทรงพยากรณ์ ข้าพเจ้า
ว่า ไม่มีสังโยชน์ที่จิตตคฤหบดีประกอบแล้ว (มีแล้ว) จะพึงเป็นเหตุให้
กลับมาสู่โลกนี้อีก.
[๕๘๒] เมื่อจิตตคฤหบดีกล่าวอย่างนี้ อเจลกัสสปได้กล่าวว่า
ท่านผู้เจริญ ความเป็นธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดีแล้ว น่าอัศจรรย์
จริงไม่เคยมีมาแล้วหนอ เพราะในพระธรรมวินัยมีคฤหัสถ์ผู้นุ่งห่มขาว จัก
บรรลุอุตตริมนุสสธรรมที่เป็นญาณทัสสนะวิเศษชั้นเยี่ยมอย่างบริบูรณ์
เป็นเครื่องอยู่ผาสุกเช่นนั้น ดูก่อนคฤหบดี ข้าพเจ้าพึงได้บรรพชาอุปสมบท
ในพระธรรมวินัยนี้.