ลัทธิของสมณพราหมณ์ที่เหลือ แล้วให้ละลัทธินั้นเสีย. บทว่า มาลี กุณฺฑลี
ความว่า ประดับดอกไม้ด้วยพวงดอกไม้ ใส่ตุ้มหูด้วยตุ้มหูทั้งหลาย. บทว่า
อิตฺถีกาเมหิ ความว่า ความใคร่กับหญิงทั้งหลาย ชื่ออิตถีกาม (ให้
บำเรอตน ) ด้วยอิตถีกามเหล่านั้น. บทว่า อาวสถาคารํ ได้แก่ห้องนอน
ที่ทำไว้ในที่แห่งหนึ่งของเรือนตระกูล เพื่ออยู่สบายสำหรับคนเดียวเท่านั้น.
บทว่า เตนาหํ ยถาสตฺติ ยถาพลํ สมฺภชามิ ความว่า ข้าพระองค์
จะแจกจ่ายห้องนอนนั้น โดยสมควรแก่สติและโดยสมควรแก่กำลัง. บทว่า
อลํ แปลว่า ควร. บทว่า กงฺขนิเย าเน ได้แก่ในเหตุที่น่าสงสัย
ด้วยบทว่า จิตฺตสมาธึ ทรงแสดงว่า ถ้าท่านตั้งอยู่ในธรรมสมาธิ
นั้นแล้ว พึงกลับได้จิตตสมาธิ ด้วยอำนาจมรรค ๔ พร้อมกับวิปัสสนา.
บทว่า อปณฺณกตาย มยฺหํ ความว่า ปฏิปทานี้ย่อมเป็นไปอย่างนี้ เพราะ
เราเป็นผู้ปฏิบัติไม่ผิด คือไม่มีความผิด. บทว่า กฏคฺคาโห แปลว่า
ถือเอาชัยชนะ. บทว่า ธมฺมสมาธิ ในคำว่า อยํโข คามณิ ธมฺมสมธิ
ตตฺร เจ ตฺวํ จิตฺตสมาธึ ปฏิลเภยฺยาสิ นี้ ได้แก่กุศลกรรมบถ ๑๐.
บทว่า จิตฺตสมาธิ ได้แก่มรรค ๔ พร้อมด้วยวิปัสสนา. อีกอย่างหนึ่ง
บทว่า ปามุชฺชํ ชายติ ความว่า ธรรม ๕ กล่าวคือความปราโมทย์ ปีติ
ปัสสัทธิ สุข และสมาธิที่ท่านกล่าวอย่างนี้ว่า เมื่อปราโมทย์แล้วย่อมเกิดปีติ
ดังนี้ ชื่อ ธรรมสมาธิ. ส่วนมรรค ๔ พร้อมด้วยวิปัสสนา ชื่อ จิตตสมาธิ.
อีกอย่างหนึ่ง กุศลกรรมบถ ๑๐ ชื่อ จิตตสมาธิ. ข้อว่า พรหมวิหาร ๔ นี้