Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 30 หน้าที่ 206

เล่ม มมร. 30 หน้า 206 ข้อ 393
[๓๙๓] เมื่อภิกษุนั้นเจริญโพชฌงค์ ๗ ประการนี้ จิตย่อมหลุดพ้น แม้จากกามาสวะ ภวาสวะ อวิชชาสวะ เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณหยั่ง รู้ว่าหลุดพ้นแล้ว ย้อมรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ดูก่อนภิกษุ ที่เรียกว่า โพชฌงค์ เพราะเป็นไปเพื่อตรัสรู้ ฉะนี้แล. จบภิกขุสูตรที่ ๕ อรรถกถาภิกขุสูตร พึงทราบวินิจฉัยในภิกขุสูตรที่ ๕. บทว่า โพธาย สํวตฺตนฺติ ความว่า ย่อมเป็นไปเพื่อตรัสรู้. ถามว่า เพื่อตรัสรู้อะไร ตอบว่า ตรัสรู้นิพพาน อันปัจจัยปรุงแต่งไม่ได้ด้วย มรรค ตรัสรู้กิจอันตนทำแล้วด้วยปัจจเวกขณญาณ. มีอธิบายว่า อีกอย่าง หนึ่ง โพชฌงค์ย่อมเป็นไปเพื่อตรัสรู้ เพราะการตัดกิเลสได้ขาดด้วยมรรคเพื่อ ความเป็นพุทธะ ด้วยผลดังนี้ก็มี. ด้วยเหตุนั้นแล ในที่นี้ ท่านจึงแสดงไว้ทั้ง หมดว่าการกระทำนิพพานให้แจ้ง การพิจารณาซึ่งการละกิเลส. จบอรรถกถาภิกขุสูตรที่ ๕
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka