มนสิการมีลักษณะตามที่กล่าวแล้ว. อนึ่ง ธรรม ๖ ประการ ย่อมเป็นไปเพื่อละ
พยาบาท คือ การถือเอาเมตตานิมิต ๑ การประกอบเมตตาภาวนา ๑ การ
พิจารณาความที่สัตว์มีกรรมเป็นของ ๆ ตน ๑ ความเป็นผู้พิจารณามาก ๑
คบเพื่อนเป็นคนดี ๑ เรื่องที่เป็นสัปปายะ ๑ แท้จริง แม้เมื่อถือเอาเมตตา
ด้วยอำนาจแห่งเมตตาที่แผ่ทั่วทิศ ทั้งเจาะจงและไม่เจาะจง อย่างใดอย่างหนึ่ง
ละพยาบาทได้ ในกาลนั้น เมื่อเจริญเมตตาด้วยอำนาจการแผ่ทั่วทิศ ทั้งเจาะจง
ทั้งไม่เจาะจงก็ดี พิจารณาความที่ตนและผู้อื่นมีกรรมเป็นของ ๆ ตนอย่างนี้ว่า
ท่านโกรธจักทำอะไรแก่เขาได้ ท่านจักสามารถทำศีลเป็นต้น ของเขาให้พินาศ
หรือ ท่านมาด้วยกรรมของตน ก็จักไปด้วยกรรมของที่นั่นแหละมิใช่หรือ
ชื่อว่า ความโกรธต่อผู้อื่นเป็นเช่นกับบุคคลถือเอาถ่านเพลิงที่มีเปลวไปปราศ
แล้ว ซี่เหล็กอันร้อนและคูถเป็นต้นแล้ว ประสงค์จะประหารผู้อื่น. แม้เขา
โกรธ จักทำอะไรต่อท่านได้ เขาจักทำศีลเป็นต้นของท่านให้พินาศหรือ เขา
มาด้วยกรรมของตนก็จักไปด้วยกรรมของตนนั่นแหละ ความโกรธของตนจัก
ตกบนกระหม่อมของเขานั่นเอง ดุจเครื่องประหารที่มิได้หุ้มห่อ และดุจกำธุลี
ที่ตนซัดไปทวนลมฉะนั้น ดังนี้ก็ดี ผู้พิจารณาความที่ตนและผู้อื่นมีกรรมเป็น
ของ ๆ ตนทั้งสอง ยืนพิจารณาอยู่ก็ดี ผู้คบหากัลยาณมิตร ยินดีในเมตตา
ภาวนาเช่นกับพระอัสสุคุตตเถระก็ดี ย่อมละพยาบาทได้. แม้ในเรื่องเป็นสัปปายะ
อาศัยเมตตาในอิริยาบถมีการยืนและการนั่งเป็นต้น ก็ละได้เหมือนกัน.
เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ธรรม ๖ ประการ ย่อมเป็นไปเพื่อละพยาบาท
ดังนี้. ก็พยาบาทอันละได้ด้วยธรรม ๖ ประการเหล่านี้ ย่อมเกิดขึ้นไม่ได้ต่อไป
ด้วยอนาคามิมรรค.