ในโลกพร้อมด้วยเทวโลกกับด้วยเทพดาทั้งหลาย. แม้ในบทว่า สมารกะ
เป็นต้น ก็มีนัยนี้เหมือนกัน. ท่านแสดงว่า เรายังไม่แลเห็นเทวดาหรือมนุษย์
นั้นในโลก อันพร้อมด้วยเทวโลกเป็นต้นที่ต่างกันนั้น หมายถึงสัตว์โลก
แม้โดยฐานะ ๕ คือหมู่สัตว์ ๒ เพิ่มฐานะ ๓ ในโลกด้วยอาการอย่างนี้. บทว่า
อิโต วา ปน สุตฺวา ได้แก่ หรือฟังจากศาสนานี้ของเรา. ท่านแสดงว่า
ด้วยว่า พระตถาคตก็ดี สาวกของพระตถาคตก็ดี ฟังด้วยอาการอย่างนั้น
พึงให้ยินดีคือให้พอใจได้. ชื่อว่า ความยินดี จะไม่มีโดยประการอื่น.
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงแสดงพระทัยยินดีด้วยการแก้
ปัญหาเหล่านั้นของพระองค์ จึงตรัสคำว่า กตโม จ ภิกฺขเว ปริยาโย
ดังนี้เป็นต้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อชฺฌตฺตํ กามจฺฉนฺโท ได้แก่ ฉันทราคะ
เกิดขึ้น เพราะปรารภเบญจขันธ์ของตน. บทว่า พหิทธา กามจฺฉนฺโท
ได้แก่ ฉันทราคะเกิดขึ้นเพราะปรารภเบญจขันธ์ของพวกคนเหล่าอื่น. บทว่า
อุทฺเทสํ คจฺฉติ คือย่อมถึงการนับ. บทว่า อชฺฌตฺตํ พฺยาปาโท ได้แก่
ปฎิฆะอันเกิดขึ้นในเพราะอวัยวะมีมือและเท้าเป็นต้นของตน. บทว่า พหิทฺธา
พฺยาปาโท ได้แก่ ปฏิฆะอันเกิดขึ้นในเพราะมือและเท้าเหล่านั้นของคนอื่น.
บทว่า อชฺฌตฺตํ ธมฺเมสุ วิจิกิจฺฉา ได้แก่ ความสงสัยในขันธ์ของตน.
บทว่า พหิทฺธา ธมฺเมสุ วิจิกิจฺฉา ได้แก่ ความสงสัยมากในฐานะ ๘
ในภายนอก. บทว่า อชฺฌตฺตํ ธมฺเมสุ สติ ความว่า เมื่อกำหนดสังขาร
ทั้งหลายในภายใน สติก็เกิดขึ้น. บทว่า พหิทฺธา ธมฺเมสุ สติ ความว่า
เมื่อกำหนดสังขารทั้งหลายในภายนอก สติก็เกิดขึ้น. แม้ในธัมมวิจย-
สัมโพชฌงค์ ก็มีนัยนี้เหมือนกัน. บทว่า กายิกํ ได้แก่ ความเพียรเกิดขึ้น
แก่ผู้อธิฐานจงกรมอยู่. บทว่า เจตสิกํ ความว่า ความเพียรอันเกิดขึ้น