Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 30 หน้าที่ 471

เล่ม มมร. 30 หน้า 471 ข้อ 786
เห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและ โทมนัสในโลกเสีย. ย่อมพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ . .. ย่อมพิจารณา เห็นจิตในจิตอยู่ . . . ย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ มีความเพียร มีสัม- ปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย. ดูก่อนผู้มีอายุ ผมถึงความ เป็นผู้มีอภิญญามาก็เพราะได้เจริญได้กระทำให้มากซึ่งสติปัฏฐาน ๔ เหล่านี้แล และเพราะได้เจริญ ได้ทำให้มากซึ่งสติปัฏฐาน ๔ เหล่านี้แล ผมจึงรู้โลกได้ตั้งพัน. จบโลกสูตรที่ ๘ อรรถกถาโลกสูตร ในสูตรที่ ๘. คำว่า ความเป็นผู้มีอภิญญามาก พระเถระกล่าว ด้วยอำนาจอภิญญา ๖ อย่าง. คำว่า ข้าพเจ้ารู้โลกได้ตั้งพัน ท่านกล่าวด้วย อำนาจการอยู่ติดต่อกัน. เล่ากันมาว่า พระเถระตื่นแต่เช้า บ้วนปากแล้วนั่งบน เสนาสนะ ตามระลึกถึงอดีต ๑ พันกัป อนาคต ๑ พันกัป. ตามพัวพันคติ แห่งการคิดคำนึงนั้นของพันจักรวาลแม้ในปัจจุบัน. พระเถระนั้นทราบชัดพัน โลกด้วยตาทิพย์ ดังว่ามานี้. นี้เป็นธรรมเครื่องอยู่ของท่าน. คำที่เหลือ ในทุกบท ที่ใจความแจ่มแจ้งแล้วทั้งนั้นเเล. จบอรรถกถาโลกสูตรที่ ๘
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka