Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 31 หน้าที่ 134

เล่ม มมร. 31 หน้า 134 ข้อ 1135
และเป็นพหูสูตทางปฏิเวธ จึงชื่อว่า เป็นผู้ทรงธรรม เพราะจำทรงธรรมคือ ปริยัติและปฏิเวธนั่นเอง. คำว่า ธมฺมานุธมฺมปฏิปนฺนา คือ เป็นผู้ปฏิบัติ ธรรม คือวิปัสสนาอันเป็นธรรมที่ไปตามธรรมของพระอริยเจ้า. คำว่าสามี- จิปฏิปนฺนา คือ เป็นผู้ปฏิบัติข้อปฏิบัติที่สมควร. คำว่า อนุธมฺมจาริโน คือ เป็นผู้ประพฤติตามธรรมเป็นปกติ. คำว่า สกํ อาจริยกํ คือ วาทะ อาจารย์ของตน. คำทั้งหมดเป็นต้นว่า จักบอก เป็นคำสำหรับใช้แทนกัน และกันนั่นเอง. คำว่า โดยสหธรรม คือ ด้วยถ้อยคำที่มีเหตุ มีการณ์. คำว่า มีปาฏิหารย์ คือ จะแสดงธรรมทำให้ออกจากทุกข์ได้. คำว่า พรหมจรรย์ ได้แก่ศาสนพรหมจรรย์ทั้งสิ้น ที่สงเคราะห์ด้วย ไตรสิกขา. คำว่า อิทฺธํ ได้แก่สำเร็จพร้อมแล้วด้วยความยินดีในฌานเป็นต้น. คำว่า ผีตํ ได้แก่ ถึงความเจริญ ด้วยอำนาจการถึงพร้อมแห่งอภิญญา เหมือนดอกไม้บานสะพรั่ง. คำว่า วิตฺถาริตํ ได้แก่ แผ่ไปด้วยอำนาจตั้งมั่น ในส่วนแห่งทิศนั้น ๆ. คำว่า รู้กันโดยมาก ได้แก่ที่คนหมู่มากรู้คือแทงตลอด ด้วยอำนาจการตรัสรู้ของมหาชน. คำว่า หนาแน่น ได้แก่ถึงความเป็นของ หนาแน่น ด้วยอาการทุกอย่าง. ถามว่า อย่างไร. ตอบว่า จนกระทั่งพวก เทวดาและมนุษย์ประกาศดีแล้ว หมายความว่า อันพวกเทวดาและมนุษย์ ที่ประกอบด้วยชาติแห่งผู้รู้ทั้งหมด ประกาศดีแล้ว. คำว่า มีความขวนขวายน้อย คือ หมดอาลัย. พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัส ว่า มารผู้มีบาป เจ้าแล ตั้งแต่สัปดาห์ที่แปดมาได้เที่ยวโวยวายว่า พระเจ้าข้า บัดนี้ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงปรินิพพานเถิด ขอพระสุคตเจ้า จงปรินิพพาน เถิด. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า บัดนี้ตั้งแต่วันนี้ เจ้าจงเลิกความอุตสาหะได้ แล้ว จงอย่าทำความพยายามเพื่อการปรินิพพานของเราเลย.
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka