วิบากมาก เป็นสิ่งที่เทียบไม่ได้. คำว่า สมฺภวํ คือ เป็นเหตุแห่งการเกิด
ของสัตว์เหล่านั้น อธิบายว่า ทำให้เป็นก้อน ทำให้เป็นกอง. คำว่า
ภวสํขารํ คือ เครื่องปรุงแห่งการเป็นขึ้นอีก. คำว่า ได้ปลงเสียแล้ว คือ
ปล่อยแล้ว. คำว่า มุนี คือ มุนีผู้เป็นพุทธะ. คำว่า ยินดีแล้วในภายใน
คือ ผู้ยินดีภายในอย่างแน่นแฟ้น. คำว่า มีจิตตั้งมั่น คือ ผู้ตั้งมั่นด้วยอำนาจ
อุปจารสมาธิ และอัปปนาสมาธิ. คำว่า ได้ทำลายแล้ว เหมือนเกราะ
คือได้ทำลายเหมือนผู้ทำลายเกราะ. คำว่า เกิดในตน คือ กิเลสที่เกิดในตน.
ข้อนี้มีคำอธิบายว่า ทรงปลงสิ่งที่ได้ ชื่อว่า สมภพ เพราะอรรถว่า มีวิบาก.
ชื่อว่า ภวสังขาร เพราะอรรถว่าเป็นเครื่องปรุงแต่งภพ และชื่อว่าทรงปลง
โลกิยกรรมกล่าวคือสิ่งที่เทียบได้และเทียบไม่ได้ ทรงได้ทำลายกิเลสที่เกิด
ในตนเหมือนนักรบผู้ยิ่งใหญ่ในสงความทำลายเกราะ และทรงเป็นผู้ยินดีใน
ภายใน ทรงเป็นผู้ (มีพระหฤทัย) ตั้งมั่นแล้ว.
อีกอย่างหนึ่ง คำว่า ตุลํ (แปลว่า ชั่งก็ได้) ได้แก่ทรงชั่งอยู่ คือ
ทรงพิจารณาอยู่. คำว่า สิ่งที่ชั่งไม่ได้ และ ความเกิดพร้อม ได้แก่
นิพพานและภพ. คำว่า ธรรมอันปรุงแต่งภพ ได้แก่ กรรมที่ให้ถึงภพ.
คำว่า พระมุนีได้ทรงปลงแล้ว คือพระพุทธมุนีได้ทรงชั่งโดยนัยเป็นต้นว่า
ขันธ์ ๕ ไม่เที่ยง ความดับขันธ์ ๕ ได้สนิทเป็นนิพพาน เป็นของเที่ยง ทรง
เห็นโทษในภพ และเห็นอานิสงส์ในพระนิพพานแล้วได้ทรงปลงตัวปรุงแต่งภพ
อันเป็นรากเง่าของขันธ์ ๕ เสียด้วยอริยมรรคอันทำความสิ้นกรรม ที่ตรัสไว้อย่าง
นี้ว่า เป็นไปเพื่อสิ้นกรรม คือ ภวสังขาร อย่างไร ทรงยินดีภายในมีพระ-
หฤทัยตั้งมั่น ได้ทรงทำลายแล้วซึ่งข่าย คือ กิเลสอันเกิดในตน เหมือนนักรบ