Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 35 หน้าที่ 176

เล่ม มมร. 35 หน้า 176 ข้อ 50
สุราเมรัย บางเหล่าเสพเมถุน บางเหล่า โฉดเขลา ยินดีเงินและทอง บางเหล่า เลี้ยงชีพโดยมิจฉาอาชีวะ. บาปธรรมเหล่านั้น พระพุทธเจ้า เผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ ตรัสว่าเป็นอุปกิเลส ซึ่งเป็นเหตุให้สมณพราหมณ์เหล่านั้นปรา- กฏว่าเป็นผู้ไม่บริสุทธิ์ มีราคี ไม่งามสง่า สุกใส. สมณพราหมณ์เหล่านั้นอันความมืด (คืออวิชชา) หุ้มห่อแล้ว ตกเป็นทาสตัณหา ถูกตัณหาจูงไป บำรุงเลี้ยงอัตภาพร้ายเข้า ไว้ต้องไปเกิดอีก. จบอุปกิเลสสูตรที่ ๑๐ จบโรหิตัสสวรรคที่ ๕ อรรถกถาอุปกิเลสสูตร พึงทราบวินิจฉัยในอุปกิเลสสูตรที่ ๑๐ ดังต่อไปนี้ :- บทว่า อุปกฺกิเลสา ความว่า ชื่อว่าอุปกิเลส (เครื่องเศร้าหมอง) เพราะทำความมัวหมอง ไม่ให้ผ่องใส. บทว่า มหิยา คือ หมอก. บทว่า ธูมรโช ได้แก่ ควันและผงคลี. บทว่า ราหุ ความว่า หมอก ควัน และ ผงคลี ทั้งสามข้างต้น เป็นอุปกิเลสที่ไม่ถึงดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ ส่วนราหู พึงทราบว่า ท่านกล่าวด้วยสามารถอุปกิเลสที่ถึงดวงจันทร์ดวงอาทิตย์. บทว่า
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka