บทว่า มรณสญฺา ได้แก่ สัญญาอันเกิดขึ้นเพราะปรารภความตาย. บทว่า
อชฺฌตฺตํ สุปฏฺิตา โหติ ได้แก่ เข้าไปตั้งไว้ด้วยดีในภายในกายของตน.
ท่านกล่าววิปัสสนาอันมีกำลังด้วยเหตุเพียงเท่านี้ . บทว่า เสกฺขพลานิ ได้แก่
กำลังของพระผู้ยังต้องศึกษา. คำที่เหลือในบทนี้ง่ายทั้งนั้นโดยอำนาจบาลี.
ก็บทว่า อสุภานุปสฺสี เป็นต้น ท่านกล่าวเพื่อแสดงถึงปฏิปทาลำบาก
ปฐมฌานเป็นต้น ท่านกล่าวเพื่อแสดงปฏิปทาสะดวก. ด้วยว่าอสุภะเป็นต้น
มีปฏิกูลเป็นอารมณ์. ก็ตามปกติจิตที่ใฝ่รักย่อมคิดอยู่ในอารมณ์เหล่านั้น
เพราะฉะนั้น เมื่อจะเจริญอสุภะเป็นต้นเหล่านั้น ชื่อว่า ปฏิบัติปฏิปทาลำบาก.
ปฐมฌานเป็นต้น เป็นสุขประณีต เพราะฉะนั้น ผู้ปฏิบัติปฐมฌานเป็นต้น
เหล่านั้นชื่อว่า ปฏิบัติปฏิปทาสะดวก.
ในข้อนี้มีอุปมาอันเป็นสาธารณะดังต่อไปนี้ จริงอยู่ บุรุษผู้เข้าสงคราม
ทำซุ้มแผ่นกระดานแล้วสอดอาวุธ ๕ เข้าสู่สงความ เขาประสงค์จะพักในระหว่าง
จึงเข้าไปยังซุ้มแผ่นกระดานพักผ่อน และดื่มน่าบริโภคอาหารเป็นต้น จากนั้น
เขาก็เข้าสู่สงความทำการรบต่อไป. ในข้ออุปมานั้นพึงเห็นว่า การสงคราม
กับกิเลสดุจเข้าสงคราม กำลังเป็นที่อาศัย ๕ ดุจซุ้มแผ่นกระดาน พระโยคาวจร
ดุจบุรุษเข้าสู่สงความ อินทรีย์ มีวิปัสสนาเป็นที่ ๕ ดุจเครื่องสอดอาวุธ ๕
เวลาเจริญวิปัสสนาดุจเวลาเข้าสงความ เวลาที่พระโยคาวจรเจริญวิปัสสนา
ขณะจิตตุปบาทไม่มีความยินดี ก็อาศัยพละ ๕ ปลอบจิตให้ร่าเริง ดุจเวลาที่
นักรบประสงค์จะพัก ก็เข้าไปซุ้มแผ่นกระดาน เวลาที่พระโยคาวจรครั้นปลอบ
จิตให้ร่าเริงด้วยพละ ๕ แล้วเจริญวิปัสสนาอีก ก็หันกลับมายึดพระอรหัตไว้ได้
พึงทราบเหมือนเวลาที่นักรบพักผ่อนกินดื่มแล้ว กลับเข้าสู่สงความต่อไป. ก็
ในสูตรนี้ตรัสพละ และอินทรีย์คละกัน
จบอรรถกถาอสุภสูตรที่ ๓