แม้ในสองบทที่เหลือก็นัยนี้เหมือนกัน . บทว่า สพฺยาปชฺฌํ โลกํ ได้แก่
โลกมีทุกข์. บทว่า สพฺยาปชฺฌา ผสฺสา ได้แก่ ผัสสะเป็นวิบากมีทุกข์.
บทว่า สพฺยาปชฺฌํ เวทนํ เวทิยติ ได้แก่ เสวยเวทนามีวิบาก เป็นไป
กับด้วยความเบียดเบียน. บทว่า เอกนฺตทุกฺขํ ได้แก่ เป็นทุกข์โดยส่วนเดียว
เท่านั้น คือไม่เจือด้วยสุข.
บทว่า เสยฺยถาปิ ในบทนี้ว่า เสยฺยถาปิ สตฺตา เนรยิกา พึง
เห็นว่าเป็นนิบาตลงในอรรถว่าตัวอย่าง. ด้วยบทนั้นทรงแสดงถึงสัตว์นรก
อย่างเดียว ก็สัตว์อื่นชื่อว่าจะเห็นคล้ายกับสัตว์นรกนั้นไม่มี. พึงทราบความ
ในบททั้งปวงโดยวิธีอุบายนี้.
ก็ในบทมีอาทิว่า เสยฺยถาปิ มนุสฺสา จะว่าถึงมนุษย์ก่อน สุขเวทนา
ย่อมเกิดตามเวลา ทุกขเวทนาก็เกิดตามเวลา. ส่วนในบทนี้ว่า เอกจฺเจ จ
เทวา พึงเห็นว่าเทวดาชั้นกามาวจร จริงอยู่ เทวดาเห็นเทวดาผู้มีศักดิ์ยิ่งกว่า
กามาวจรเทพเหล่านั้น ย่อมถึงทุกข์ตามเวลาด้วยกิจ มีอาทิว่า ต้องลุกจากที่นั่ง
ต้องลดผ้าห่มทำผ้าเฉวียงบ่า ต้องประคองอัญชลี. เมื่อเสวยทิพยสมบัติ ย่อม
ถึงสุขตามเวลา. ในบทว่า เอกจฺเจ จ วินิปาติกา พึงเห็นว่าเวมานิกเปรต
บางจำพวก. เวมานิกเปรตเหล่านั้น เสวยสุขในเวลาหนึ่ง ทุกข์ในเวลาหนึ่ง
ชั่วนิรันดร ก็สัตว์ทั้งหลายมี นาค ครุฑ ช้าง และม้าเป็นต้น ย่อมมีทั้งสุข
และทุกข์ เกลื่อนกล่นเหมือนมนุษย์. ในบทว่า ปหานาย ยา เจตนา นี้
พึงทราบมรรคเจตนาอันให้ถึงวัฏฏะและวิวัฏฏะ. จริงอยู่ มรรคเจตนานั้น
ย่อมเป็นไปเพื่อความสิ้นกรรม.
จบอรรถกถาวิตถารสูตรที่ ๒