ดูก่อนพราหมณ์ ก็กรรมขาวมีวิบากขาวเป็นไฉน บุคคลบางคนใน
โลกนี้ ปรุงแต่งกายสังขาร. . . วจีสังขาร. . . มโนสังขาร อันไม่มีความ
เบียดเบียน ... เขาอันผัสสะที่ไม่มีความเบียดเบียนถูกต้องแล้ว ย่อมได้เสวย
เวทนาอันไม่มีความเบียดเบียน เป็นสุขโดยส่วนเดียว เหมือนพวกเทพ-
สุภกิณหะ นี้เราเรียกว่า กรรมขาวมีวิบากขาว.
ดูก่อนพราหมณ์ ก็กรรมทั้งดำทั้งขาว มีวิบากทั้งดำทั้งขาวเป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ ปรุงแต่งกายสังขาร. . .วจีสังขาร. . . มโนสังขารอันมี
ความเบียดเบียนบ้าง ไม่มีความเบียดเบียนบ้าง. . . เขาอันผัสสะอันมีความ
เบียดเบียนบ้าง ไม่มีความเบียดเบียนบ้าง ถูกต้องแล้ว ย่อมได้เสวยเวทนา
อันมีความเบียดเบียนบ้าง ไม่มีความเบียดเบียนบ้าง มีทั้งสุขและทุกข์ระคนกัน
เหมือนมนุษย์ เทพบางพวก และวินิปาติกสัตว์บางพวก นี้เราเรียกว่า กรรม
ทั้งดำทั้งขาวมีวิบากทั้งดำทั้งขาว.
ดูก่อนพราหมณ์ ก็กรรมไม่ดำไม่ขาว มีวิบากไม่ดำไม่ขาว ย่อม
เป็นไปเพื่อความสิ้นกรรม เป็นไฉน เจตนาใดเพื่อละกรรมดำมีวิบากดำใน
บรรดากรรมเหล่านั้นก็ดี... นี้เราเรียกว่า กรรมไม่ดำไม่ขาว มีวิบากไม่
ดำไม่ขาว ย่อมเป็นไปเพื่อความสิ้นกรรม.
ดูก่อนพราหมณ์ กรรม ๔ ประการ นี้แล เราทำให้แจ้งด้วยปัญญา
อันยิ่งเองแล้วประกาศให้ทราบ.
จบโสณกายนสูตรที่ ๓