เราจึงชื่อว่ามีกรรมที่อาศัย. บทว่า ตสฺส ทายาโท ภวิสฺสามิ แปลว่า
เราเป็นทายาทชองกรรมนั้น อธิบายว่า เราจักเป็นผู้รับผลทีกรรมนั้นให้.
บทว่า โยพฺพนมโท ได้แก่ ความเมาเกิดขึ้น ปรารภความเป็น
หนุ่มสาว. แม้ในบททั้งหลายที่เหลือก็นัยนี้เหมือนกัน. บทว่า มคฺโค สญฺชายติ
ได้แก่ โลกุตรมรรคย่อมเกิดขึ้นพร้อม. บทว่า สํโยชนานิ ปหียนฺติ
ความว่า สัญโญชน์ ๑๐ ประการ เธอย่อมละได้โดยประการทั้งปวง. บทว่า
อนุสยา พยนฺตี โหนฺติ ความว่า อนุสัย ๗ ประการ สิ้นสุดแล้ว คือมี
ทางรอบ ๆ ตัดขาดแล้ว ในสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสวิปัสสนาในฐานะทั้ง
๕ ในหนหลังไว้แล้ว ด้วยประการฉะนี้ ตรัสโลกุตรมรรคในฐานะทั้ง ๕ เหล่านี้.
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงสรุปด้วยคาถาทั้งหลาย จึงตรัส
ว่า พฺยาธิธมฺมา เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตฺวา ธมฺมํ นิรูปธึ
ความว่า รู้ธรรมคือพระอรหัตที่ปราศจากอุปธิแล้ว. บทว่า สพฺเพ มเท
อภิโภสฺมิ ความว่า เราครอบงำความเมาแม้ทั้ง ๓ อย่างเหล่านี้ได้ทั้งหมด
อธิบายว่า เราก้าวล่วงเสียแล้วดำรงอยู่. บทว่า เนกฺขมมํ ทฏฺฐุ เขมโต
ความว่า เห็นการบรรพชาโดยความเป็นของเกษม. บทว่า ตสฺส เม อหุ
อุสฺสาโห นิพฺพานํ อภิปสฺสโต ความว่า สำหรับเราผู้เห็นชัด ซึ่งพระนิพพาน
อยู่ได้มีความพยายามแล้ว. บทว่า อนิวตฺติ ภวิสฺสามิ ความว่า เราจักเป็น
ผู้ไม่กลับไปจากการบรรพชา จักไม่กลับไปจากการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์
จักไม่กลับไปจากพระสัพพัญญุตญาณ. บทว่า พฺรหฺมจริยปรายโน คือ
จักเป็นผู้มีมรรคพรหมจรรย์เป็นเบื้องหน้า. ด้วยบทนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส
ถึงมรรคมีองค์ ๘ อันเป็นโลกุตระไว้ ด้วยประการฉะนี้.
จบอรรถกถาฐานสูตรที่ ๗