ถามว่า ก็พระโพธิสัตว์ของเราทรงฝันเห็นสุบินเหล่านี้เมื่อไร. ตอบว่า
ทรงฝันในเวลาราตรีกระจ่างของวันขึ้น ๑๔ ค่ำ โดยรู้พระองค์ว่า พรุ่งนี้เราจัก
เป็นพระพุทธเจ้า อาจารย์บางพวกก็กล่าวว่า วันขึ้น ๑๓ ค่ำก็มี. พระองค์ทรงฝัน
เห็นสุบินเหล่านี้แล้ว ทรงลุกขึ้นประทับนั่งขัดสมาธิ ทรงดำริว่าถ้าเราฝันเห็น
สุบินเหล่านี้ในกรุงกบิลพัสดุ์ จะกราบทูลพระชนก หากพระชนนีของเรายัง
ทรงพระชนม์อยู่ เราก็จะทูลพระชนนี แต่ในที่นี้ไม่มีผู้จะทำนายสุบินเหล่านี้
ได้ จำเราผู้เดียวจักทำนาย. แต่นั้นพระโพธิสัตว์ทรงทำนายสุบินด้วยพระองค์
เองว่า สุบินนี้จักเป็นบุรพนิมิตของสิ่งนี้ สุบินนี้จักเป็นบุรพนิมิตของสิ่งนี้แล้ว
เสวยข้าวมธุปายาสที่นางสุชาดาในอุรุเวลคามถวาย เสด็จขึ้นสู่โพธิมัณฑสถาน
ทรงบรรลุสัมโพธิญาณ ประทับอยู่ ณ พระเชตวันตามลำดับ เพื่อยังมหาสุบิน ๕
ที่พระองค์เห็นแล้วในมกุฬพุทธกาล (เวลาก่อนเป็นพระพุทธเจ้ามกุฏพุทธะ)
ให้พิสดาร จึงตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายแล้วทรงเริ่มเทศนานี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า มหาปวี ได้แก่ แผ่นดินใหญ่ตั้งอยู่เต็ม
ท้องจักรวาล. บทว่า มหาสยนํ อโหสิ ได้แก่ เป็นที่สิริไสยาสน์. บทว่า
โอหิโต คือ วางไว้แล้ว. ก็พระหัตถ์นั้นพึงทราบว่ามิได้วางไว้เหนือน้ำที่แท้
พาดไปเบื้องบน ๆ ของมหาสมุทรด้านทิศปราจีนแล้ววางลงที่สุดแห่งจักรวาล
ด้านทิศปราจีน. แม้ในบทเหล่านี้ว่า ปจฺฉิเม สมฺทฺเท ทกฺขิเณ สมุทฺเท
ดังนี้ ก็นัยนี้เหมือนกัน.
ท่านเรียกว่า ทัพพติณะ (คือหญ้าคา) ในบทว่า ติริยา นาม
ติณชาติ. บทว่า นาภิยา อุคฺคนฺตฺวา นภํ อาหจฺจ ิตา อโหสิ
(หญ้าผุดจากพระนาภีตั้งจดฟ้า) ความว่า หญ้าผุดขึ้นจากพระนาภีเป็นท่อนไม้
สีแดงขนาดเท่าคันไถแล้วพุ่งขึ้น ๆ อย่างนี้ คือ คืบหนึ่ง ๓ ศอก วาหนึ่ง
ยัฏฐิ (ไม้เท้า) หนึ่ง คาวุตหนึ่ง กึ่งโยชน์ โยชน์หนึ่งแล้วตั้งจดฟ้าหลายพันโยชน์
ทั้งที่เห็นอยู่นั่นแล.