ที่กรรมให้ผล) ปโยค (การประกอบกรรม) เป็นฐานะของวิบาก กรรมเป็น
เหตุของวิบาก. บทว่า ฌานวิโมกฺขสมาธิสมาปตฺตีนํ ได้แก่ ฌาน ๔
วิโมกข์ ๘ สมาธิ ๓ อนุปุพพสมาบัติ ๙. บทว่า สงฺกิเลสํ ได้แก่ ธรรม
ที่เป็นไปในส่วนแห่งความเสื่อม. บทว่า โวทานํ ได้แก่ ธรรมที่เป็นส่วน
แห่งคุณพิเศษ. บทว่า วุฏฺานํ ได้แก่ ฌานที่คล่องแคล่วที่ตรัสไว้อย่างนี้ว่า
แม้โวทานะ ก็ชื่อว่า วุฏฐานะ แม้การออกจากสมาธินั้น ๆ ก็ชื่อว่า วุฏฐานะ ๑
ภวังค์และผลสมาบัติ ๑ เพราะว่าฌานที่คล่องแคล่วชั้นต่ำ ๆ เป็นพื้นฐานของ
ฌานชั้นสูง ๆ ขึ้นไป เพราะฉะนั้น แม้โวทานะ จึงตรัสว่าเป็นวุฏฐานะ
ส่วนการออกจากฌานทั้งปวงย่อมมีได้ด้วยภวังค์. การออกจากนิโรธสมาบัติ
มีได้ด้วยผลสมาบัติ. พระพุทธพจน์ว่า แม้การออกจากสมาธินั้น ๆ ก็ชื่อว่า
วุฏฐานะ ดังนี้ ตรัสไว้ทรงหมายการออกจากนิโรธสมาบัตินั้น.
บทว่า อเนกวิหิตํ เป็นต้น ได้พรรณนาไว้แล้วในวิสุทธิมรรค.
อาสวักขยญาณ ก็มีเนื้อความดังที่กล่าวไว้แล้วในหนหลังนั่นแล ผู้ประสงค์
จะทราบข้อความอย่างพิสดาร ของญาณทั้ง ๓ แม้ข้างต้น พึงตรวจดูข้อความ
ที่พรรณนาไว้ในมหาสีหนาทสูตร ในอรรถกถามัชฌิมนิกาย. บทว่า สมาหิ-
ตสฺส แปลว่า ผู้มีจิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง. บทว่า สมาธิ มคฺโค ความว่า
สมาธิเป็นอุบายเพื่อบรรลุฌานเหล่านี้. ความไม่มีจิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง ชื่อว่า
อสมาธิ. ทางที่ผิดชื่อว่า กุมมัคคะ. ในพระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสถึงกำลังพระญาณของพระตถาคต.
จบอรรถกถาพลสูตรที่ ๑๐
จบมหาวรรควรรณนาที่* ๑
* อรรถกถาเป็นวรรคที่ ๖