ยทตฺถิ ยํ ภูตํ ความว่า เบ็ญจขันธ์ที่กำลังมีอยู่ ที่มีแล้ว ที่เป็นปัจจุบัน
เกิดขึ้นเฉพาะหน้า. บทว่า ตํ ปชหามีติ อุเปกฺขํ ปฏิลภติ ความว่า
ย่อมได้อุเบกขาอันสัมปยุตด้วยวิปัสสนาญาณ ว่า เราจะละเบ็ญจขันธ์
นั้น ด้วยการละฉันราคะในเบ็ญจขันธ์นั้นเสีย. บทว่า ภเว น รชฺชติ
ความว่าย่อมไม่กำหนัดในเบ็ญจขันธ์ที่เป็นอดีต ด้วยตัณหาและ
ทิฏฐิ. บทว่า สมฺภเว น รชฺชติ ความว่า ย่อมไม่กำหนัดในเบ็ญจขันธ์
แม้ที่เป็นอนาคต ก็เหมือนกันนั่นแหละ. บทว่า อตฺถุตฺตริ ปทํ สนฺตํ
ความว่า ชื่อว่า บทคือพระนิพพาน เป็นบทสงบอย่างยิ่งมีอยู่. บทว่า
สมฺมปฺปญฺาย ปสฺสติ ความว่า ย่อมเห็นโดยชอบ ซึ่งบทคือพระ-
นิพพานนั้นด้วยมรรคปัญญา พร้อมด้วยวิปัสสนา. บทว่า น สพฺเพน
สพฺพํ ความว่า บททั้งปวงอันภิกษุไม่ทำให้แจ้งแล้ว โดยอาการ
ทั้งปวง เพราะละกิเลสบางเหล่ายังไม่ได้ เพราะความมืดอันเป็น
ตัวปกปิดสัจจะยังกำจัดไม่ได้โดยประการทั้งปวง. บทว่า หญฺมาเน
ความว่า ดังแผ่นเหล็กที่ลุกโชน อันนายช่างเอาคีมจับแล้วเอาฆ้อนทุบ.
บทว่า อนฺตราปรินิพฺพายี ความว่า จำเดิมแต่กาลอันเป็น
ลำดับจากเหตุเกิดขึ้น พระอนาคามีบุคคล ไม่ล่วงเลยท่ามกลางอายุ
แล้ว ปรินิพพานด้วยกิเลสปรินิพพานในระหว่างนี้. บทว่า อนุปหจฺจ
ตลํ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงอันตราปรินิพพายี
บุคคลไว้ ๓ จำพวก ด้วยอุปมา ๓ ข้อ เหล่านี้คือ สะเก็ดลูกไฟเหล็ก
ไม่กระทบพื้น, ไม่ล่วงไปถึงพื้น, พึงดับเสียในอากาศนั่นแล.
บทว่า อุปหจฺจปรินิพฺพายี ความว่า พระอนาคามีบุคคล
ล่วงกลางอายุ จดที่สุดแห่งจิตดวงหลัง แล้วปรินิพพาน. บทว่า