ก็เกิดขึ้น ตัดดอกไม้จากขั้ว ลมสำหรับก็จะรับดอกไม้ไว้ ลม
สำหรับส่งก็จะส่งสู่เทวสภา ชื่อสุธรรมา. ลมสำหรับกวาดก็จะนำ
ดอกไม้เก่า ๆ ออกไปเสีย. ลมปูลาด ก็จะโรยใบกลีบและเกษร
ดอกปูลาดไว้ ก็จะมีธรรมาศน์อาสนะแสดงธรรมตรงกลาง. อาสนะ
สำหรับท้าวสักกเทวราช ถูกปูลาดถัดจากธรรมาศน์ มีเศวตฉัตร
ขนาด ๓ โยชน์ กั้นอยู่ข้างขนรัตนบัลลังก์ขนาด ๑ โยชน์ ถัดจากนั้น
ก็เป็นอาสนะของเทวบุตร ๓๓ องค์ ต่อจากนั้น ก็เป็นอาสน์ของ
เทวดาผู้มีศักดาใหญ่เหล่าอื่น ถัดจากนั้น กลีบดอกไม้ก็เป็นอาสนะ
สำหรับเทวดาหมู่หนึ่ง ทวยเทพพากันเข้าไปยังเทวสภาแล้วนั่งลง
ลำดับนั้น เกลียวละอองเกษรจากดอกไม้ ฟุ้งขึ้นกระทบกลีบข้างบน
ตกลงมา กระทำให้อัตภาพ ประมาณ ๓ คาวุต ของเทวดาทั้งหลาย
ดุจตกแต่งรดด้วยน้ำครั่ง หรือดุจเลื่อมเหลืองด้วยละอองทองคำ
ฉะนั้น. แต่เทพบางพวก ต่างถือดอกไม้องค์ละดอก แล่นตีกันและกัน
แม้เวลาที่แล่นตีกันละอองเกษรขนาดเท่าทะนานใหญ่ จะฟุ้งกระจาย
ออกกระทำให้สรีระ เป็นเหมือนย้อมด้วยมโนสิลา น้ำชาดเกิดเอง
ด้วยละอองหอมที่มีรัศมี การเล่นกันนั้น ๙ เดือน จึงสิ้นสุดลง
ด้วยอาการอย่างนั้น. บทว่า อยมานุภาโว ความว่า นี้เป็น
อานุภาพ เพื่อแผ่ไปตามลำดับ.
บัดนี้ เพราะเหตุที่พระศาสดาไม่มีพระประสงค์ด้วยต้นไม้
ปาริฉัตตกะ แต่ทรงประสงค์จะทรงแต่งอริยสาวก ๗ จำพวก
เปรียบเทียบกับต้นไม้ปาริฉัตตกะนั้น ฉะนั้น เพื่อจะทรงแสดง
พระอริยสาวกเหล่านั้น จึงตรัสคำเป็นอาทิว่า เอวเมว โข ดังนี้.