Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 37 หน้าที่ 245

เล่ม มมร. 37 หน้า 245 ข้อ 66
ก็เกิดขึ้น ตัดดอกไม้จากขั้ว ลมสำหรับก็จะรับดอกไม้ไว้ ลม สำหรับส่งก็จะส่งสู่เทวสภา ชื่อสุธรรมา. ลมสำหรับกวาดก็จะนำ ดอกไม้เก่า ๆ ออกไปเสีย. ลมปูลาด ก็จะโรยใบกลีบและเกษร ดอกปูลาดไว้ ก็จะมีธรรมาศน์อาสนะแสดงธรรมตรงกลาง. อาสนะ สำหรับท้าวสักกเทวราช ถูกปูลาดถัดจากธรรมาศน์ มีเศวตฉัตร ขนาด ๓ โยชน์ กั้นอยู่ข้างขนรัตนบัลลังก์ขนาด ๑ โยชน์ ถัดจากนั้น ก็เป็นอาสนะของเทวบุตร ๓๓ องค์ ต่อจากนั้น ก็เป็นอาสน์ของ เทวดาผู้มีศักดาใหญ่เหล่าอื่น ถัดจากนั้น กลีบดอกไม้ก็เป็นอาสนะ สำหรับเทวดาหมู่หนึ่ง ทวยเทพพากันเข้าไปยังเทวสภาแล้วนั่งลง ลำดับนั้น เกลียวละอองเกษรจากดอกไม้ ฟุ้งขึ้นกระทบกลีบข้างบน ตกลงมา กระทำให้อัตภาพ ประมาณ ๓ คาวุต ของเทวดาทั้งหลาย ดุจตกแต่งรดด้วยน้ำครั่ง หรือดุจเลื่อมเหลืองด้วยละอองทองคำ ฉะนั้น. แต่เทพบางพวก ต่างถือดอกไม้องค์ละดอก แล่นตีกันและกัน แม้เวลาที่แล่นตีกันละอองเกษรขนาดเท่าทะนานใหญ่ จะฟุ้งกระจาย ออกกระทำให้สรีระ เป็นเหมือนย้อมด้วยมโนสิลา น้ำชาดเกิดเอง ด้วยละอองหอมที่มีรัศมี การเล่นกันนั้น ๙ เดือน จึงสิ้นสุดลง ด้วยอาการอย่างนั้น. บทว่า อยมานุภาโว ความว่า นี้เป็น อานุภาพ เพื่อแผ่ไปตามลำดับ. บัดนี้ เพราะเหตุที่พระศาสดาไม่มีพระประสงค์ด้วยต้นไม้ ปาริฉัตตกะ แต่ทรงประสงค์จะทรงแต่งอริยสาวก ๗ จำพวก เปรียบเทียบกับต้นไม้ปาริฉัตตกะนั้น ฉะนั้น เพื่อจะทรงแสดง พระอริยสาวกเหล่านั้น จึงตรัสคำเป็นอาทิว่า เอวเมว โข ดังนี้.
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka