ก็ผู้ใดมีสติมั่นคง เจริญเมตตาอันหา
ประมาณมิได้ สังโยชน์ของผู้นั้น ผู้เห็นธรรมเป็น
ที่สิ้นไปแห่งอุปธิกิเลส ย่อมเบาบาง หากว่าเขา
ไม่มีจิตคิดประทุษร้ายสัตว์แม้สักตัวเดียว เจริญ
เมตตาจิตอยู่ เพราะเจริญเมตตาจิตนั้น ย่อมเป็น
กุศล เขามีใจอนุเคราะห์หมู่สัตว์ทั้งปวงเป็นผู้
ประเสริฐ กระทำบุญมาก พระราชาผู้ประกอบ
ด้วยธรรมเช่นกับฤาษี ชนะแผ่นดินอันประกอบ
ด้วยหมู่สัตว์ เจริญรอยตามกัน บูชายัญเหล่านี้
คือ สัสสเมธ ความทรงพระราชาในการบำรุง
พืชพันธุ์ธัญญาหาร ปุริสเมธ ทรงพระปรีชาใน
การเกลี้ยกล่อมประชาชน สัมมาปาสะ มีพระ
อัธยาศัยดุจบ่วงคล้องน้ำใจประชาชน วาชเปยยะ
มีพระวาจาเป็นที่ดูดดื่มน้ำใจคน ซึ่งมีผลคือทำให้
นครไม่ต้องมีลิ่มกลอน มหายัญเหล่านั้นทั้งหมด
ยังไม่เทียบเท่าส่วนที่ ๑๖ แห่งเมตตาจิตที่บุคคล
เจริญดีแล้ว ดุจกลุ่มดวงดาวทั้งหมด ไม่เทียบเท่า
แสงจันทร์ ฉะนั้น ผู้ใดมีเมตตาจิตในสรรพสัตว์
ไม่ฆ่า (สัตว์) เอง ไม่ใช่ให้ผู้อื่นฆ่า ไม่ชนะเอง
ไม่ใช่ให้ผู้อื่นชนะ ผู้นั้นย่อมไม่มีเวรกับใคร ๆ.
จบ เมตตาสูตรที่ ๑