อันสัมปยุตด้วยปฏิฆะ. เป็นกิเลสที่เบาบาง. บทว่า ปสฺสโต อปธกฺขยํ
ความว่า ผู้เห็นอยู่ซึ่งพระอรหัต กล่าวคือ ธรรมเป็นที่สิ้นอุปธิกิเลส
เหล่านั้นแหละด้วยอำนาจบรรลุ. บทว่า กุสลํ เตน โหติ แปลว่า
ย่อมเป็นกุศลด้วยการเจริญเมตตานั้น. บทว่า สตฺตสณฺฑํ ความว่า
ประกอบด้วยชัฏคือหมู่สัตว์ อธิบายว่า เต็มด้วยหมู่สัตว์. บทว่า
ชินิตฺวา ได้แก่ ชนะโดยไม่ใช้อาญา ไม่ใช้สาตรา ใช้ธรรมอย่าง
เดียว. บทว่า ราชิสฺสโย ได้แก่ พระราชาผู้ตั้งอยู่ในธรรมเสมือน
พระฤาษี. บทว่า ยชมานา ได้แก่ ให้ทานทั้งหลาย. บทว่า อนุ-
จริยคา แปลว่า เที่ยวไปแล้ว.
ในบทว่า สสฺสเมธํ เป็นต้น มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้:- ได้ยินว่า
ครั้งพระราชาผู้ตั้งอยู่ในธรรมแต่โบราณ มีสัคหวัตถุ ๔ ที่พระ
ราชาทั้งหลายทรงสงเคราะห์โลก คือ สัสสเมธะ ปรุสเมธะ สัมมา-
ปาสะ วาชเปยยะ.
ในสังคหวัตถุ ๔ ประการนั้น การถือเอาส่วนที่ ๑๐ จาก
ข้าวกล้าที่เผล็ดผลแล้ว ชื่อว่า สัสสเมธะ อธิบายว่า ความเป็น
ผู้ฉลาดในการทะนุบำรุงข้าวกล้า. การเพิ่มให้อาหารและค่าจ้าง
เพียงพอใช้ไป ๖ เดือน แก่นักรบใหญ่ทั้งหลาย ชื่อว่า ปุริสเมธะ
อธิบายว่า ความเป็นผู้ฉลาดในการยึดเหนี่ยว (น้ำใจ) คน. การจด
จำนวนคนจนเป็นรายตัว แล้วให้ทรัพย์ประมาณหนึ่งสองพัน
โดยไม่เอาดอกเบี้ยตลอด ๓ ปี ชื่อว่า สัมมาปาสะ ก็การกระทำ
เช่นนั้นย่อมคล้องคนทั้งหลายไว้ได้ดี คือ ตั้งอยู่เหมือนผูกหัวใจไว้
เพราะฉะนั้น จึงเรียกว่า สัมมาปาสะ. การกล่าววาจาอ่อนหวาน