Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 37 หน้าที่ 410

เล่ม มมร. 37 หน้า 410 ข้อ 109
ที่ฝั่งแม่น้ำด้านที่ไหลออกทางสีหมุข มีราชสีห์อยู่มาก. ที่ฝั่งแห่ง แม่น้ำด้านที่ไหลออกทางหัสดีมุข เป็นต้น มีช้าง ม้า และโคอุสภะ อยู่มาก. แม่น้ำไหลออกจากทิศตะวันออก ไหลเวียนขวาสระ- อโนดาด ๓ เลี้ยว แล้วเลี่ยงแม่น้ำอีก ๓ สาย ไหลไปยังถิ่นที่ ไม่มีมนุษย์ ทางป่าหิมวันต์ด้านตะวันออก และทางป่าหิมวันต์ ด้านเหนือ แล้วไหลลงสู่มหาสมุทร. แต่แม่น้ำที่ไหลออกทางทิศ- ตะวันตก และทิศเหนือ ก็เวียนขวาเช่นนั้นเหมือนกัน ไปยังถิ่น ที่ไม่มีมนุษย์ ทางป่าหิมวันต์ด้านทิศตะวันตกและป่าหิมวันต์ด้านเหนือ แล้วไหลลงสู่มหาสมุทร. แต่แม่น้ำที่ไหลออกทางมุขด้านใต้ เวียนขวาสระอโนดาดนั้น ๓ เลี้ยวแล้วก็ไหลตรงไปทางทิศเหนือ เป็นระยะทาง ๖๐ โยชน์ ไปตามหลังแผ่นหินนั่นแหละ ปะทะภูเขาโลดขึ้นเป็นสายน้ำ โดย รอบประมาณ ๓ คาวุต ไหลไปทางอากาศ เป็นระยะ ๖๐ โยชน์ แล้วตกลงที่แผ่นหินชื่อว่า ติยัคคฬะ แผ่นหินก็แตกไป เพราะความ แรงแห่งสายน้ำ. ในที่นั้นเกิดเป็นสระใหญ่ ชื่อว่า ติยัคคฬะ ขนาด ๕๐ โยชน์ กระแสน้ำพังทำลายฝั่งสระ แล้วไหลเข้าแผ่นหิน ไประยะ ๖๐ โยชน์. ต่อแต่นั้นก็เซาะแผ่นดินทึบเป็นอุโมงค์ไป ๖๐ โยชน์ แล้วปะทะติรัฐฉานบรรพต ชื่อว่า วิชฌะ แล้วกลายเป็น ๕ สาย ประดุจนิ้วมือ ๕ นิ้ว ที่ฝ่ามือฉะนั้น. ในที่ ๆ สายน้ำนั้น เลี้ยวขวาสระอโนดาด ๓ เลี้ยวแล้วไหลไป เรียกว่า อาวัตตคงคา. ในที่ ๆ ไหลตรงไป ๖๐ โยชน์ ทางหลังแผ่นหิน เรียกว่า กัณหคงคา. ในที่ไหลไปทางอากาศ ๖๐ โยชน์ เรียกว่า อากาสคงคา. ในที่
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka