จงฟังธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมา ๘ ประการนั้น. บทว่า
จิตฺตํ ปสีทติ ความว่า แม้เพียงความตรึกว่าท่านเป็นพระพุทธเจ้า
หรือไม่หนอ ดังนี้ ก็ไม่เกิดขึ้น จิตตุปบาทว่าผู้นี้แหละเป็นพระพุทธเจ้า
เป็นอาการผ่องใส ไม่ขุ่นมัว. บทว่า สกานิ วา ญาติกุลานิ ความว่า
จงถือเอาทรัพย์พอยังอัตภาพ ให้เป็นไปสำหรับตนแล้วไปเรือน
ของพวกญาติ. บทว่า กสฺส โว ทมฺมิ ความว่า เราจะยกท่าน
ทั้งหลายให้แก่บุรุษคนไหน พวกท่านจงบอกความประสงค์ของตน ๆ
แก่เรา.
บทว่า อปฺปฏิวิภตฺตา ความว่า ก็ขึ้นชื่อว่าคนผู้เกิดจิตคิดว่า
เราจักให้เท่านี้ จักไม่ให้เท่านี้ จักให้สิ่งนี้ จักไม่ให้สิ่งนี้ ดังนี้
แล้วแจกจ่ายไป ย่อมมี แต่สำหรับข้าพเจ้าย่อมไม่เป็นอย่างนั้น.
โดยที่แม้แล โภคทรัพย์เหล่านั้น เป็นของสาธารณะกับผู้มีศีลทั้งหลาย
ดุจของสงฆ์และดุจของหมู่คณะ. บทว่า สกฺกจฺจํเยว ปยิรุปาสามิ
ความว่า ข้าพเจ้าอุปฐากด้วยมือของตนคือเข้าไปหาด้วยอาการ
ยำเกรง. ด้วยคำว่า อนจฺฉริยํ โข ปน มํ ภนฺเต นี้ คฤหบดีกล่าว่า
ท่านผู้เจริญ ข้อที่เทวดาเข้าไปหาข้าพเจ้าแล้วบอกอย่างนั้น นั่น
ไม่น่าอัศจรรย์ แต่ข้อที่ข้าพเจ้าไม่รู้สึกภูมิใจ อันมีการที่เทวดา
เข้าไปบอกเรื่องนั้นเป็นเหตุ นั้นน่าอัศจรรย์. ในคำว่า สาธุ สาธุ ภิกฺขุ
นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุก็จริง แต่ถึงกระนั้น พึงทราบว่า
นี้เป็นการประทานสาธุการในความร่าเริงอันเกิดจากความขวนขวาย
ของอุบาสกเท่านั้น
จบ อรรถกถาปฐมอุคคสูตรที่ ๑