ที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมไม่ครอบงำจิตตั้งอยู่ เมื่อนั้นภิกษุ เธอพึงศึกษา
อย่างนี้ว่า เมตตาเจโตวิมุติจักเป็นอันเราอบรมแล้ว ฯลฯ ปรารภดีแล้ว
ดังนี้ตัวจึงตรัสอีกเป็นต้นว่า ดูก่อนภิกษุ เมื่อใดสมาธินี้เป็นอันเธอ
อบรมแล้ว ทำให้มากแล้วอย่างนี้ ดูก่อนภิกษุ เมื่อใด เธอพึงเจริญ
สมาธินี้ ทั้งที่มีวิตก ทั้งที่มีวิจาร. พึงทราบความแห่งคำนั้นดังต่อไป
นี้:- ดูก่อนภิกษุ เมื่อใดมูลสมาธินี้เป็นอันเธออบรมแล้วด้วยอำนาจ
เมตตาอย่างนี้ เมื่อนั้น เธอเมื่อไม่ยินดีแม้ด้วยเหตุมีประมาณเท่านั้น
เมื่อจะทำมูลสมาธินั้นให้ถึงฌานหมวด ๔ ฌานหมวด ๕ ในอารมณ์
แม้เหล่าอื่น พึงเจริญโดยนัยมีอาทิว่า สวิตกฺก์ สวิจารํ ดังนี้.
ก็แลครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว เมื่อจะทรงแสดงแม้พรหมวิหาร
ที่เหลือเป็นเบื้องหน้าแก่เธอว่า เธอพึงกระทำการอบรมฌานหมวด
๔ หมวด ๕ ในอารมณ์เหล่าอื่น จึงตรัสคำมีอาทิว่า ดูก่อนภิกษุ
เมื่อใดแล สมาธินี้เป็นอันเธออบรมแล้ว อบรมดีแล้วอย่างนี้ ก่อน
ภิกษุ เมื่อนั้น เธอพึงศึกษาอย่างนี้ว่า กรุณาเจโตวิมุติจักเป็นอันเรา
เจริญแล้ว. ครั้นแล้วทรงแสดงการเจริญฌานหมวด ๔ หมวด ๕ ซึ่งมี
เมตตาเป็นต้น เป็นหัวหน้าอย่างนี้แล้ว เพื่อจะทรงแสดงกายานุปัสสนา
เป็นต้นเป็นตัวนำอีก จึงตรัสคำมีอาทิว่า ดูก่อนภิกษุ เนื้อใดแล
สมาธินี้เป็นอันเธออบรมแล้ว อบรมดีแล้วอย่างนี้ ดูก่อนเมื่อนั้นภิกษุ
เธอพึงศึกษาอย่างนี้ว่า เราพิจารณาเนือง ๆ เห็นกายในกายอยู่ดังนี้แล้ว
จึงตรัสคำมีอาทิว่า เมื่อใดแลภิกษุ สมาธินี้เป็นอันเธออบรมแล้ว
อบรมดีแล้วอย่างนี้ ภิกษุเมื่อนั้น เธอจักเดินไปโดยอิริยาบถใด ๆ
เธอก็จักเดินไปอย่างผาสุก โดยอิริยาบถนั้น ๆ นั่นแล. บรรดาบท