ตสฺส ภเวยฺยุํ แปลว่า พึงมีแก่ฝีนั้น. บทว่า อเภทนมุขานิ ความว่า
มิใช่แตกเพราะถูกคนใดคนหนึ่งทำแล้ว แต่เป็นปากแผลที่เกิดแต่
กรรมอย่างเดียวแท้ ๆ. บทว่า เชคุจฺฉิยํเยว ได้แก่ น่าเกลียดคือ
เป็นของปฏิกูลทั้งนั้น. บทว่า จาตุมฺมหาภูติกสฺส ได้แก่ กายสำเร็จ
ด้วยมหาภูตรูป ๔. บทว่า โอทนกุมฺมาสุปจยสฺส ได้แก่ กายสะสม
คือเจริญเติบโตแล้วด้วยข้าวสุกและขนมสด.
บทว่า อนิจฺจุจฺ ฉาทนปริมทฺทนเภทนวิทฺธํสนธมฺมสฺส ความว่า
มีความไม่เที่ยงเป็นธรรมดา ด้วยอรรถว่ามีแล้วไม่มี. มีการปกปิด
เป็นธรรมดาด้วยการลูบไล้ เพื่อกำจัดกลิ่นเหม็น มีการนวดฟั้นเป็น
ธรรมดา ด้วยแขนเพื่อบรรเทาความเจ็บไข้ที่อังคาพยพน้อยใหญ่.
อีกอย่างหนึ่ง ไม่เวลาเป็นหนุ่มมีการนวดฟั้นเป็นธรรมดา ด้วยการ
ทายาและบีบเป็นต้น เพื่อให้อวัยวะน้อยใหญ่เหล่านั้น ๆ ที่ตั้งอยู่
ไม่ดีสมบูรณ์ด้วยการให้นอนบนขาทั้งสองอยู่ในห้อง ก็มีความแตก
ทำลายเป็นธรรมดา แม้บริหารแล้วอย่างนี้ อธิบายว่า มีความแตก
กระจัดกระจายเป็นสภาพ ก็ในข้อนี้ ท่านกล่าวความดับแห่งกาย
นั้น ด้วยบทว่าไม่เที่ยง และด้วยบทว่าแตกและทำลาย ท่านกล่าว
ความเกิดด้วยบทที่เหลือ. บทว่า นิพฺพินทถ ท่านแสดงว่า เธอ
ทั้งหลาย จงระอา คือละทิ้งกายนี้เสียเถิดดังนี้. ในสูตรนี้ ท่านกล่าว
ถึงวิปัสสนามีกำลังด้วยประการฉะนี้.
จบ อรรถกถาคัณฑสูตรที่ ๕