Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 37 หน้าที่ 781

เล่ม มมร. 37 หน้า 781 ข้อ 224
ชนทั้งหลาย ย่อมไม่ปรารถนาเพื่อจะฟัง อธิบายว่า ย่อมไม่เชื่อดังนี้ ก็มี. บทว่า น โสตํ โอทหนฺติ ความว่า ย่อมไม่เงี่ยโสตประสาทลง เพื่อฟังคำที่เขากล่าวแล้ว. บทว่าต้นว่า สกฺกจฺจํ พึงทราบโดย ปริยายตรงข้ามกับที่กล่าวแล้ว. บทว่า เวลาโม ความว่า เป็นนามที่ได้แล้วอย่างนี้ เพราะ ประกอบด้วยคุณทั้งหลายอันยิ่งใหญ่ล่วงเขตแดน ชาติ โคตร รูป โภคะ ศรัทธาและปัญญาเป็นต้น. ในบทว่า โส เอวรูปํ ทานมทาสิ มหาทานํ นี้ มีอนุปุพพิกถาดังต่อไปนี้. ได้ยินว่า ในอดีต เวลามพราหมณ์นั้น ได้ถือปฏิสนธิแล้ว ในเรือนของปุโรหิต ( พราหมณ์ที่ปรึกษาในทางขนบธรรมเนียม ประเพณี ) กรุงพาราณสี พวกญาติได้ตั้งชื่อให้เขาว่า เวลามกุมาร กรุงพาราณสี ในเวลาอายุ ๑๖ ปี. คนแม้ทั้งสองนั้น ปรารถนาแล้ว ซึ่งศิลปะในสำนักของอาจารย์ทิสาปาโมกข์. พวกเขาปรารถนา แล้วฉันใด ส่วนราชกุมารแปดหมื่นสี่พันคนแม้เหล่าอื่นในชมพูทวีป ก็ปรารถนาแล้วฉันนั้น. พระโพธิสัตว์ ว่าที่ตำแหน่งที่ตนได้รับ ก็เป็นอาจารย์คนหลัง จึงให้กุมารแปดหมื่นสี่พันศึกษาอยู่ ตนเอง เรียนศีลปะ ๓ ปีจบ ซึ่งเขาเรียนกัน ๑๖ ปี. อาจารย์รู้ว่าศิลปะของ เวลามกุมารคล่องแคล่วแล้ว จึงกล่าวว่า ดูก่อนลูกทั้งหลาย เวลามะ ย่อมรู้ศิลปะทั้งหมดที่เราได้รู้แล้ว พวกเจ้าทุกคนพร้อมใจกันไป เรียนศิลปะในสำนักของเวลามะ ดังนี้จึงมอบกุมารแปดหมื่นสีพันคน ให้แก่พระโพธิสัตว์. พระโพธิสัตว์ ไหว้อาจารย์แล้ว เป็นผู้มีกุมาร
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka