กรรมฐานถึงที่สุดได้. ภิกษุนั้นย่อมไม่เจริญด้วยศีล สมาธิ วิปัสสนา
มรรคผล และนิพพานในศาสนานี้ เหมือนฝูงโคของนายโคบาลนั้น ไม่
เพิ่มขึ้นฉะนั้น. อนึ่ง ภิกษุนั้นย่อมเป็นผู้เหินห่างจากธรรมขันธ์ ๕ คือ
ศีลขันธ์อันเป็นอเสกขะ สมาธิขันธ์ ปัญญาขันธ์ วิมุตติขันธ์ และวิมุตติ-
ญาณทัสสนขันธ์ อันเป็นอเสกขะ เหมือนนายโคบาลนั้นเป็นผู้เหินห่างจาก
ปัญจโครสฉะนั้น ภิกษุนั้นย่อมไม่รู้ว่า รูปมีประมาณเท่านี้ มีสมุฏฐาน
เดียว รูปมีประมาณเท่านี้ มี ๒ สมุฏฐาน รูปมีประมาณเท่านี้ มี ๓
สมุฏฐาน รูปมีประมาณเท่านี้ มี ๔ สมุฏฐาน รูปมีประมาณเท่านี้ ไม่เกิด
แต่สมุฏฐานไหน ชื่อว่าไม่รู้โดยสมุฏฐาน. ภิกษุนี้ก็เปรียบเหมือนนาย
โคบาลนั้น ย่อมไม่รู้รูปของโคทั้งหลายโดยสี. ภิกษุนั้นเมื่อไม่รู้รูปโดย
สมุฏฐาน กำหนดรูป แล้วกำหนดอรูป (นาม) ฯลฯ ย่อมเป็นผู้เหิน-
ห่างจากพระธรรม.
บทว่า น ลกฺขณกุสโล โหติ ความว่า ภิกษุย่อมไม่รู้กุศลธรรมและ
อกุศลธรรม ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้อย่างนี้ว่า คนพาลมีกรรมเป็น
ลักษณะ บุคคลผู้เป็นบัณฑิต มีกรรมเป็นลักษณะ ดังนี้ ว่าลักษณะของ
บุคคลผู้เป็นพาลและเป็นบัณฑิต ภิกษุนั้นเมื่อไม่รู้อย่างนี้ เว้นคนพาลแล้ว
ย่อมไม่เสพบัณฑิต. เมื่อเว้นคนพาลไม่เสพบัณฑิตอยู่ ชื่อว่าย่อมไม่รู้สิ่งที่
ควรและไม่ควร. กรรมที่เป็นกุศลและอกุศล กรรมที่มีโทษและไม่มีโทษ
กรรมหนักและเบา กรรมที่แก้ไขได้และแก้ไขไม่ได้ เหตุและมิใช่เหตุ
เมื่อไม่รู้ดังนั้น รับกรรมฐานไปแล้ว ก็ไม่อาจให้เจริญได้ ภิกษุนั้นย่อม
ไม่เจริญด้วยศีลเป็นต้น ตามที่กล่าวแล้วในพระศาสนานี้ เหมือนฝูงโค
ของนายโคบาลผู้ไม่ฉลาดนั้น ไม่เพิ่มขึ้นได้ฉะนั้น. ภิกษุนั้นย่อมเป็นผู้