(ก็อำมาตย์นั้น) โดยสมัยนั้น ได้เป็นพระผู้มีพระภาคเจ้า คือเรานี่
เอง. ครั้งนั้น บุรุษคนหนึ่ง เห็นสมบัติอันบุรุษเปลี้ยได้แล้ว จึงคิดว่า
" บุรุษชื่อนี้ เป็นคนเปลี้ย อาศัยศิลปะนี้ จึงถึงแล้วซึ่งสมบัติใหญ่
แม้เราศึกษาศิลปะนี้ไว้ก็ควร. " เขาเข้าไปหาบุรุษเปลี้ย ไหว้แล้วกล่าวว่า
" ท่านอาจารย์ ขอท่านจงให้ศิลปะนี้แก่ข้าพเจ้าเถิด. " บุรุษเปลี้ย กล่าวว่า
" พ่อ เราไม่อาจให้ได้. " เขาถูกบุรุษเปลี้ยนั้นห้ามแล้ว คิดว่า " ช่าง
เถอะ. เราจักยังบุรุษเปลี้ยนั้นให้ยินดี. " จึงกระทำกิจมีการนวดมือและ
เท้าเป็นต้น แก่บุรุษเปลี้ยนั้นอยู่ ให้บุรุษเปลี้ยนั้นยินดีแล้ว สิ้นกาลนาน
วิงวอนบ่อย ๆ แล้ว. บุรุษเปลี้ยคิดว่า " คนนี้มีอุปการะแก่เราเหลือเกิน "
จึงมิอาจเพื่อห้ามเขาได้ ให้เขาศึกษาศิลปะแล้ว กล่าวว่า " พ่อ ศิลปะ
ของท่านสำเร็จแล้ว, บัดนี้ท่านจักกระทำอะไรเล่า ? "
บุรุษ. ข้าพเจ้าจักไปทดลองศิลปะในภายนอก.
บุรุษเปลี้ย. ท่านจักทำอย่างไร ?
บุรุษ. ข้าพเจ้าจักดีดแม่โคหรือมนุษย์ให้ตาย.
บุรุษเปลี้ย กล่าวว่า " พ่อ เมื่อคนฆ่าแม่โค สินไหมมีอยู่ ๑๐๐,
เมื่อฆ่ามนุษย์ สินไหมมีอยู่ ๑ พัน, ท่านแม้ทั้งบุตรและภรรยา จักไม่
อาจเพื่อจะปลดเปลื้องสินไหมนั้นได้, ท่านจงอย่าฉิบหายเสียเลย เมื่อ
ท่านประหารบุคคลใด ไม่ต้องเสียสินไหม. ท่านจะตรวจดูใคร ๆ ผู้หา
มารดาบิดามิได้เช่นนั้น. " บุรุษนั้น รับว่า " ดีละ " แล้วเอากรวด
ใส่พกเที่ยวเลือกดูบุคคลเช่นนั้นอยู่ เห็นแม่โคแล้ว ไม่อาจดีดได้ด้วย
คิดว่า " แม่โคนี้มีเจ้าของ. " เห็นมนุษย์แล้วไม่อาจดีดได้ ด้วยคิดว่า
" คนนี้มีมารดาบิดา. "