ณ ส่วนข้างหนึ่ง แล้วทูลขอบรรพชา.
อาจารย์บางพวก กล่าวว่า "ได้ยินว่า เมื่อหญิงเหล่านั้นกราบ
ทูลอย่างนั้นแล้ว. พระศาสดาทรงดำริการมาของพระอุบลวรรณาเถรี."
แต่พระศาสดาตรัสกะอุบาสิกาเหล่านั้นว่า " ท่านทั้งหลายพึงไปสู่
กรุงสาวัตถี บรรพชาในสำนักแห่งภิกษุณีเถิด." อุบาสิกาเหล่านั้น เที่ยว
จาริกไปโดยลำดับ มีสักการะและสัมมานะอันมหาชนนำมาในระหว่างทาง
เดินทางไปด้วยเท้าสิ้นหนทาง ๑๒๐ โยชน์ บวชในสำนักแห่งนางภิกษุณี
ได้บรรลุพระอรหัตแล้ว. แม้พระศาสดาก็ได้ทรงพาภิกษุพันรูป เสด็จไป
สู่พระเชตวัน ทางอากาศนั่นแล.
ได้ยินว่า ในภิกษุเหล่านั้น ท่านพระมหากัปปินะเที่ยวเปล่งอุทาน
ในที่ทั้งหลายมีที่พักกลางคืนและที่พักกลางวันว่า "สุขหนอ สุขหนอ."
ภิกษุทั้งหลายกราบทูลแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
พระมหากัปปินะ เที่ยวเปล่งอุทานว่า 'สุขหนอ สุขหนอ,' ท่านเห็น
จะกล่าวปรารภความสุขในราชสมบัติของตน."
พระศาสดารับสั่งให้เรียกพระมหากัปปินะนั้นมาแล้ว ตรัสถามว่า
" กัปปินะ ได้ยินว่า เธอเปล่งอุทานปรารภสุขในกาม สุขในราชสมบัติ
จริงหรือ ?"
พระมหากัปปินะทูลว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเจ้า
ย่อมทรงทราบ การเปล่งหรือไม่เปล่งปรารภกามสุขและรัชสุขนั้นของ
ข้าพระองค์"
พระศาสดาตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย บุตรของเราย่อมเปล่งอุทาน
ปรารภสุขในกาม สุขในราชสมบัติ หามิได้, ก็แต่ว่า ความเอิบอิ่มใน