Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 41 หน้าที่ 413

เล่ม มมร. 41 หน้า 413 ข้อ 17
เป็นอย่างไรหนอแล ?" ทรงเห็นหญิงนั้นแล้ว ทรงทราบกิริยาอนาจาร ของหญิงนั้น และความเกิดขึ้นแห่งอวามสังเวชของพระเถระ ประทับนั่ง ในพระคันธกุฎนั่นแหละ ตรัสกับพระเถระนั้นว่า "ภิกษุ ที่ ๆ ไม่ รื่นรมย์ของพวกคนผู้แสวงหากามนั่นแหละ เป็นที่รื่นรมย์ของผู้มีราคะ ปราศจากแล้วทั้งหลาย." ก็แลครั้นตรัสอย่างนั้นแล้ว ทรงแผ่พระโอภาส ไป เมื่อจะทรงแสดงธรรมแก่ภิกษุนั้น ตรัสพระคาถานี้ว่า :- ๑๐. รมณียานี อรญฺนิ ยตฺถ น รมตี ชโน วีตราคา รเมสฺสนฺติ น เต กามคเวสิโน. "ป่าทั้งหลาย เป็นที่น่ารื่นรมย์, ท่านผู้มีราคะ ไปปราศแล้วทั้งหลาย จักยินดีในป่าอันไม่เป็นที่ ยินดีของชน, ( เพราะ ) ท่านผู้มีราคะไปปราศแล้ว นั้น เป็นผู้มีปกติไม่แสวงหากาม." แก้อรรถ บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อรญฺานิ ความว่า ธรรมดาป่าทั้งหลาย อันประดับด้วยไพรสณฑ์มีต้นไม้รุ่น ๆ มีดอกบานแล้ว สมบูรณ์ด้วย น้ำใสสะอาด เป็นที่น่ารื่นรมย์. บทว่า ยตฺถ เป็นต้น ความว่า ชน ผู้แสวงหากาม ย่อมไม่ยินดีในป่าทั้งหลายใด เหมือนแมลงวันบ้าน ไม่ยินดีในป่าบัวหลวง ซึ่งมีดอกอันแย้มแล้วฉะนั้น. บทว่า วีตราคา เป็นต้น ความว่า ก็ท่านผู้มีราคะไปปราศแล้ว ทั้งหลาย คือพระขีณาสพ จักยินดีในป่าทั้งหลายเห็นปานนั้น เหมือน แมลงภู่และแมลงผึ้ง ยินดีในป่าบัวหลวงฉะนั้น.
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka