Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 41 หน้าที่ 506

เล่ม มมร. 41 หน้า 506 ข้อ 18
ตั้งต้นแต่ธิดาคนใหญ่ก็กล่าวกะนางดุจเดียวกัน แม้ในเวลาที่นางไป เรือนของธิดาเหล่านั้น. นางถูกดูหมิ่น คิดว่า "ประโยชน์อะไร ด้วย การอยู่ในสำนักของคนเหล่านี้. เราจักเป็นนางภิกษุณีเป็นอยู่ " แล้วไปสู่ สำนักของนางภิกษุณีขอบรรพชาแล้ว . นางภิกษุณีเหล่านั้นให้นางบรรพชา แล้ว. นางได้อุปสมบทแล้วปรากฏชื่อว่า "พหุปุตติกาเถรี." นางคิดว่า " เราบวชในเวลาแก่, เราไม่ควรเป็นคนประมาท" จึงทำวัตรปฏิบัติแก่ นางภิกษุณีทั้งหลาย, คิดว่า " จักทำสมณธรรมตลอดคืนยังรุ่ง" จึงเอา มือจับเสาต้นหนึ่งที่ภายใต้ปราสาท เดินเวียนเสานั้นทำสมณธรรม แม้ เมื่อเดินจงกรมก็เอามือจับต้นไม้ด้วยคิดว่า "ศีรษะของเราพึงกระทบต้น ไม้หรือที่ไหน ๆ ในที่มืด " ดังนี้แล้ว เดินวนเวียนต้นไม้นั้น ทำสมณ- ธรรม, นึกถึงธรรมด้วยคิดว่า "จักทำตามธรรมที่พระศาสดาทรงแสดง" ตามระลึกถึงธรรมอยู่เทียวทำสมณธรรม. ลำดับนั้น พระศาสดาประทับนั่งในพระคันธกุฎีเทียว ทรงแผ่พระ- รัศมีไปดังประทับนั่งตรงหน้า เมื่อตรัสกับนาง ตรัสว่า "พหุปุตติกา ความเป็นอยู่แม้ครู่เดียวของผู้เห็นธรรม ที่เราแสดง ประเสริฐกว่าความ เป็นอยู่ ๑๐๐ ปี ของผู้ไม่พิจารณา ผู้ไม่เห็นธรรมที่เราแสดง" เมื่อ จะทรงสืบอนุสนธิแสดงธรรม จึงตรัสพระคาถานี้ว่า :- ๑๔. โย จ วสฺสสตํ ชีเว อปสฺสํ ธมฺมมุตฺตมํ เอกาหํ ชีวิตํ เสยฺโย ปสฺสโต ธมฺมมุตฺตมํ. "ก็ผู้ใด ไม่เห็นธรรมอันยอดเยี่ยม พึงเป็นอยู่ ๑๐๐ ปี ความเป็นอยู่วันเดียวของผู้เห็นธรรมอัน ยอดเยี่ยม ประเสริฐกว่า ความเป็นอยู่ของผู้นั้น."
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka