จากป่าตามปกติ ฉันใด; แม้ภัยมีชาติเป็นต้น ย่อมเกิดจากป่าคือกิเลส
ฉันนั้น.
ในสองบทว่า วนํ วนฏฺญฺจ๑ นี้ พึงทราบวินิจฉัยว่า ต้นไม้ใหญ่
ชื่อว่าป่า, ต้นไม้เล็กที่ตั้งอยู่ในป่านั้น ชื่อว่าหมู่ไม้ตั้งอยู่ในป่า อีกอย่าง
หนึ่ง ต้นไม้ที่เกิดก่อนชื่อว่าป่า ที่เกิดต่อ ๆ กันมา ชื่อว่าหมู่ไม้ตั้งอยู่
ในป่า (ฉันใด); กิเลสใหญ่ ๆ อันคร่าสัตว์ไว้ในภพ ชื่อว่ากิเลสดุจป่า,
กิเลสที่ให้ผลในปัจจุบัน ชื่อว่ากิเลสดุจหมู่ไม้ตั้งอยู่ในป่า; อีกอย่างหนึ่ง
กิเลสที่เกิดก่อน ชื่อว่ากิเลสดุจป่า ที่เกิดต่อ ๆ มา ชื่อว่ากิเลสดุจหมู่ไม้
ตั้งอยู่ในป่าฉันนั้นเหมือนกัน . ก็กิเลสชาตแม้ทั้งสองอย่างนั้น อันพระโยคี
พึงตัดด้วยญาณที่สัมปยุตด้วยมรรคที่ ๔, เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าจึงตรัสว่า " จงตัดกิเลสดุจป่า และดุจหมู่ไม้ตั้งอยู่ในป่า."
สองบทว่า นิพฺพนา โหถ แปลว่า ท่านทั้งหลายจงเป็นผู้ไม่มี
กิเลสเถิด.
สองบทว่า ยาวญฺหิ วนฏฺโฑ๒ ความว่า หมู่ไม้ที่ตั้งอยู่ในป่า คือ
กิเลสนั่น ถึงมีประมาณนิดหน่อยของนรชน ยังไม่ขาดในนารีทั้งหลาย
เพียงใด, เขาก็เป็นเหมือนลูกโคตัวยังดื่มน้ำนม มีใจปฏิพัทธ์ คือมีจิต
ข้องในมารดาเพียงนั้น.
ในเวลาจบทศนา พระเถระแก่เหล่านั้นตั้งอยู่ในโสดาปัตติผลแล้ว,
เทศนาได้มีประโยชน์แม้แก่บุคคลผู้ประชุมกันแล้ว ดังนี้แล.
เรื่องพระเถระแก่ จบ.
๑. บาลีเป็น วนถญฺจ. ๒. ยาวํ หิ วนโถ.