กิ่งแม้นั้นแล้ว จับกิ่งอื่น ย่อมไม่ถึงความเป็นสัตว์ที่บุคคลควรกล่าวได้ว่า
" มันไม่ได้กิ่งไม้จึงนั่งเจ่าแล้ว " ฉันใด; บุคคลผู้เป็นไปในคติแห่งตัณหา
ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เร่ร่อนไปสู่ภพน้อยภพใหญ่ ย่อมไม่ถึงความเป็นผู้ที่
ใคร ๆ ควรพูดได้ว่า " เขาไม่ได้อารมณ์แล้ว จึงถึงความไม่เป็นไปตาม
ความทะเยอทะยาน."
บทว่า ยํ เป็นต้น ความว่า ตัณหาอันเป็นไปในทวาร ๖ นี้ ชื่อ
ว่า ลามก เพราะความเป็นของชั่ว ถึงซึ่งอันนับว่า ' วิสตฺติกา ' เพราะ
ความที่ตัณหานั้น เป็นธรรมชาติซ่านไป คือว่าข้องอยู่ในอารมณ์มีรูป
เป็นต้น โดยความเป็นดุจอาหารเจือด้วยพิษ โดยความเป็นดุจดอกไม้เจือ
ด้วยพิษ โดยความเป็นคุณผลไม้เจือด้วยพิษ โดยความเป็นดุจเครื่องบริโภค
เจือด้วยพิษ ย่อมครอบงำบุคคลใด, ความโศกทั้งหลายมีวัฏฏะเป็นมูล
ย่อมเจริญยิ่งในภายในของบุคคลนั้น เหมือนหญ้าคมบางที่ฝนตกรดอยู่
บ่อย ๆ ย่อมงอกงามในป่าฉะนั้น.
บทว่า ทุรจฺจยํํ เป็นต้น ความว่า ก็บุคคลใด ย่อมข่ม คือย่อม
ครอบงำตัณหานั่น คือมีประการที่ข้าพเจ้ากล่าวแล้ว ชื่อว่ายากที่ใครจะ
ล่วงได้ เพราะเป็นของยากจะก้าวล่วงคือละได้, ความโศกทั้งหลายมีวัฏฏะ
เป็นมูล ย่อมตกไปจากบุคคลนั้น; คือไม่ตั้งอยู่ได้เหมือนหยาดน้ำตกไป
บนใบบัว คือบนใบดอกปทุม ไม่ติดอยู่ได้ฉะนั้น.
หลายบทว่า ตํ โว วทามิ คือ เพราะเหตุนั้น เราขอกล่าวกะท่าน
ทั้งหลาย.
สองบทว่า ภทฺทํ โว ความว่า ความเจริญจงมีแก่ท่านทั้งหลาย,
อธิบายว่า ท่านทั้งหลาย อย่าได้ถึงความพินาศ ดุจกปิลภิกษุรูปนี้.