Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 43 หน้าที่ 278

เล่ม มมร. 43 หน้า 278 ข้อ 34
ฝนตกรดแล้วงอกงามอยู่ฉะนั้น, แต่ผู้ใด ย่อมย่ำยี ตัณหานั่น ซึ่งเป็นธรรมชาติลามก ยากที่ใครในโลก จะล่วงไปได้, ความโศกทั้งหลาย ย่อมตกไปจากผู้ นั้น เหมือนหยาดน้ำตกไปจากใบบัวฉะนั้น. เพราะ- ฉะนั้น เราบอกกะท่านทั้งหลายว่า ความเจริญจงมี แก่ท่านทั้งหลาย บรรดาที่ประชุมกันแล้ว ณ ที่นี้ ท่านทั้งหลายจงขุดรากตัณหาเสียเถิด, ประหนึ่งผู้ ต้องการแฝก ขุดหญ้าคมบางเสียฉะนั้น, มารอย่า ระรานท่านทั้งหลายบ่อย ๆ ดุจกระแสน้ำระรานไม้ อ้อฉะนั้น." แก้อรรถ บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปมตฺตจาริโน ความว่า ฌานไม่เจริญ เทียว วิปัสสนา มรรค และผล ก็ไม่เจริญ แก่บุคคลผู้มีปกติประพฤติ ประมาท ด้วยความประมาท มีการปล่อยสติเป็นลักษณะ อธิบายว่า เหมือนอย่างว่า เครือเถาย่านทรายร้อยรัด รึงรัดต้นไม้อยู่ ย่อมเจริญเพื่อ ความพินาศแห่งต้นไม้นั้นฉันใด, ตัณหาก็ฉันนั้น ชื่อว่าเจริญแก่บุคคล นั้น เพราะอาศัยทวารทั้ง ๖ เกิดขึ้นบ่อย ๆ. บาทพระคาถาว่า โส ปริปฺล๑วติ หุราหุรํ ความว่า บุคคลนั้น คือ ผู้เป็นไปในคติแห่งตัณหา ย่อมเร่ร่อนคือแล่นไปในภพน้อยใหญ่. ถามว่า " เขาย่อมเร่ร่อนไปเหมือนอะไร ? " แก้ว่า " เหมือนวานรตัวปรารถนา ผลไม้ โลดไปในป่าฉะนั้น." อธิบายว่า วานรเมื่อปรารถนาผลไม้ ย่อม โลดไปในป่า. มันจับกิ่งไม้นั้น ๆ ปล่อยกิ่งนั้นแล้ว จับกิ่งอื่น. ปล่อย ๑. บาลีเป็น ปลวตี.
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka