ผู้ปฏิบัติเห็นมานั้น ฉะนั้นพึงทราบอรรถาธิบาย ในบทว่า มาเรน ว่าได้แก่
เทวบุตรมารบ้าง. ถึงเทวบุตรมารนี้ ก็จักทำการขัดขวางความปรารถนาของ
ผู้ปฏิบัตินั้นเหมือนกัน. ก็เริ่มแต่วันบรรพชา หรือปลงผมแล้ว เธอสมาทานศีล
รักษาศีลให้บริสุทธิ์ บำเพ็ญสมถกรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐาน ชื่อว่า
สกัดกิเลสมารไว้ ด้วยสามารถแห่งตทังคปหาน และวิกขัมภนปหานตาม
สมควร ยังไม่ชื่อว่ารบ เพราะยังไม่มีการประจันบาน ฉะนั้น พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าจึงตรัสว่า คิดทำสงครามกับมาร ดังนี้.
บทว่า สตฺตนฺนํ ความว่า โดยหมวดมี ๗ แต่โดยข้อ (ประเภท)
โพธิปักขิยธรรมนั้นมี ๓๗ ข้อ คืออะไรบ้าง ? คือ สติปัฏฐาน ๔
สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗
อริยมรรคมีองค์ ๘. ดังนั้น ว่าโดยประเภท (ข้อ) จึงมี ๓๗ โดยโกฏฐาส
(หมวด) จึงมี ๗ เท่านั้น เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า สตฺตนฺนํ
ดังนี้. บทว่า โพธิปกฺขิยานํ ความว่า แห่งโพธิปักขิยธรรมที่เป็นฝักฝ่าย
แห่งอริยบุคคล หรือมรรคญาณนั้นเอง ที่ได้นามว่า โพธิ เพราะอรรถว่า
เป็นเหตุตรัสรู้. อธิบายว่า ได้แก่ธรรมที่เป็นไปในฝักฝ่ายแห่งพระโพธิญาณ.
ปาฐะว่า โพธิปกฺขิกานํ ดังนี้ก็มี. อธิบายว่า มีธรรมที่เป็นฝักฝ่ายแห่งโพธิ
หรือประกอบในธรรมที่เป็นฝักฝ่ายแห่งโพธิ. บทว่า ภาวนานุโยคมนุยุตฺโต
ความว่า ประกอบความเพียรเนือง ๆ ในการเจริญอริยมรรค ให้วิปัสสนา
เขยิบขึ้น. เพราะว่า ในขณะแห่งวิปัสสนาญาณ สติปัฎฐานเป็นต้น ชื่อว่าเป็น
ฝักฝ่ายแห่งโพธิ โดยอ้อม แต่ในขณะแห่งมรรคเท่านั้น สติปัฏฐานเป็นต้น
เหล่านั้น จึงชื่อว่า เป็นโพธิปักขิยธรรมโดยตรง.
บทว่า อาสวานํ ขยา ความว่า เพื่อสิ้นอาสวะทั้งหมดมีกามาสวะ
เป็นต้น. อธิบายว่า อาสวะทั้งหลายเมื่อสิ้นไปแล้ว กิเลสแม้ทั้งหมดก็เป็นอัน