สิ้นไปด้วยเหมือนกัน . ด้วยคำว่า อาสวานํ ขยา นั้น เป็นอันตรัสถึงพระ-
อรหัตด้วย. บทว่า อนาสวํ ความว่า (เจโตวิมุตติ) ที่เว้นจากอาสวะ ด้วย
คำว่า เจโต ในบทว่า เจโตวิมุตฺตึ นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสมาธิที่
สัมปยุตด้วยอรหัตผล และด้วยคำว่าปัญญา ในบทว่า ปญฺาวิมุตฺตึ นี้
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสปัญญาที่สัมปยุตด้วยอรหัตผลนั้น. บรรดาเจโตวิมุตติ
และปัญญาวิมุตติ ๒ อย่างนั้น สมาธิพึงทราบว่า ชื่อว่า เจโตวิมุตติ
เพราะพ้นจากสาคร ปัญญาพึงทราบว่า ชื่อว่าปัญญาวิมุตติ เพราะพ้นจาก
อวิชชา. สมดังคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สมาธิ
ของอริยสาวกนั้นเป็นสมาธินทรีย์ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ปัญญาของพระอริย-
สาวกนั้น เป็นปัญญินทรีย์ ด้วยประการฉะนี้แล ภิกษุทั้งหลาย เจโตวิมุตติ
มีได้เพราะการสำรอกราคะ ปัญญาวิมุตติมีได้เพราะการสำรอกอวิชชา.
อีกอย่างหนึ่ง ในคำว่า เจโตวิมุตฺตึ ปญฺาวิมุตฺตึ นี้ ผลของ
สมถะ พึงทราบว่า เป็นเจโตวิมุตติ ผลของวิปัสสนา พึงทราบว่า เป็น
ปัญญาวิมุตติ. บทว่า ทิฏฺเว ธมฺเม ความว่า ในอัตภาพนี้เอง. บทว่า
สยํ อภิญฺา สจฺฉิกิตฺวา ความว่า กระทำให้ประจักษ์ ด้วยปัญญาอัน
พิเศษยิ่ง ด้วยตนเองนั้น แหละคือรู้โดยไม่มีผู้อื่นเป็นปัจจัย. บทว่า อุปสมฺ-
ปชฺช วิหรติ ความว่า ถึงคือให้ถึงพร้อมแล้วอยู่. บทว่า ตเมว สงฺคามสีสํ
อภิวิชิย อชฺฌาวสติ ความว่า ชนะมารแล้ว ครอบครองตำแหน่งแห่งความ
เป็นใหญ่ คืออรหัตผลสมาบัติ อันเป็นประธานของอริยมรรค กล่าวคือ
สงคราม อันพระอริยสาวกนั้นทำเสร็จแล้ว อธิบายว่า เข้าสมาบัตินั่นเอง.
ก็เสียงของทวยเทพเหล่านี้ กระฉ่อนไปในหมู่เทพ ผู้เห็นความจริงแล้ว. โดย
พิเศษแล้ว พึงทราบว่า ได้แก่ทวยเทพชั้นสุทธาวาส.