Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 45 หน้าที่ 729

เล่ม มมร. 45 หน้า 729 ข้อ 293
ซึ่งสากลโลก ด้วยติรณปริญญา ที่เป็นความจริง ไม่ผิดพลาด ฉะนั้น พระองค์ จึงทรงพระนามว่า ตถาคต เพราะพระตถาคตตรัสรู้โลกแล้ว. ทรงพระนามว่า ตถาคต เพราะเสด็จถึง คือ เสด็จผ่านโลกสมุทัย (เหตุเกิดโลก) มาแล้วด้วย ปหานปริญญา ที่เป็นความจริง ไม่ผิดพลาด ทรงพระนามว่า ตถาคต เพราะ เสด็จถึงคือทรงลุถึงโลกนิโรธ (เหตุดับโลก) ด้วยการทำให้แจ้ง ที่เป็นความจริง และทรงพระนามว่าตถาคต เพราะทรงถึงคือทรงปฏิบัติ ข้อปฏิบัติให้ถึงความ ดับโลก ที่แท้จริงไม่ผิดพลาด. ผู้ศึกษาพึงทราบเนื้อความแห่งพระบาลีนี้ ด้วยอำนาจการแสดงถึงความที่พระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นพระตถาคต ด้วย ประการอย่างนี้. พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงประกาศความที่พระองค์เป็นพระตถา- คต ด้วยอำนาจแห่งการตรัสรู้อริยสัจ ๔ ด้วยประการดังนี้แล้ว บัดนี้ เพื่อจะ ทรงแสดงถึงความที่พระองค์เป็นพระตถาคตนั้น แม้ด้วยอำนาจแห่งการตรัสรู้ ธรรมที่พระองค์ทรงเห็นแล้วเป็นต้น ในสัจจะ ๔ เหล่านั้น จึงได้ตรัสคำมีอาทิ ไว้ว่า ยํ ภิกฺขเว. แต่ในอรรถกถาอังคุตตรนิกายท่านกล่าวคำมีอาทิไว้ว่า ครั้น ตรัสความที่พระองค์เป็นพุทธเพราะสัจจะทั้ง ๔ แล้วดังนี้ คำนั้น ท่านกล่าวไว้ เพื่อแสดงว่า ศัพท์ว่า ตถาคต และศัพท์ว่า พุทธ โดยเนื้อความแล้วไม่มีเหตุ แตกต่างกันเลย อนึ่ง ความจริงพระบาลีก็เป็นไปแล้วอย่างนั้นเหมือนกัน. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทิฏฺํ ได้แก่ อายตนะคือรูป. บทว่า สุตํ ได้แก่ อายตนะคือเสียง. บทว่า มุตํ ได้แก่อายตนะคือกลิ่น อายตนะ คือรส และอายตนะคือโผฏฐัพพะ เพราะจะต้องประจวบเข้า จึงจะรับ เอาได้. บทว่า วิญฺญฺาตํ ได้แก่ ธรรมารมณ์ มีสุขทุกข์เป็นต้น. บทว่า ปตฺตํ ได้แก่ ที่มาประจวบเข้าโดยได้แสวงหาหรือไม่ได้แสวงหาก็ตาม. บทว่า
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka