บทว่า สนฺถตสฺมึ อุปาวิส ความว่า อย่าประทับนั่งบนพื้นที่ไม่
มีเครื่องลาด โปรดประทับนั่งบนเครื่องลาดหญ้าโน้น.
ลำดับนั้น พระราชกุมารรับการปฏิสันถารของพระเถระตรัสว่า
ข้าแต่พระมหามุนี วาจาของท่านงามหนอ
น่าฟัง ไม่มีโทษ มีประโยชน์ ไพเราะ ท่านรู้แล้ว
กล่าวแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์เถิด.
ท่านอยู่ในป่า ยินดีอะไร ข้าแต่ท่านฤษีผู้
ประเสริฐสุด ท่านถูกถามแล้วโปรดนอกทีเถิด พวก
ข้าพเจ้าพิจารณาคำของท่านแล้ว พึงประพฤติโดย
เอื้อเฟื้อซึ่งบทที่ประกอบด้วยอรรถและธรรม.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กลฺยาณี แปลว่า ดี คือ งาม. บทว่า
สวนียา แปลว่า ควรที่จะฟัง. บทว่า เนลา แปลว่า ปราศจากโทษ.
บทว่า อตฺถวตี ความว่า ประกอบด้วยประโยชน์ คือประกอบด้วยประ-
โยชน์มีประโยชน์ปัจจุบันเป็นต้น. บทว่า วคฺคุ แปลว่า ไพเราะ. บทว่า
มนฺตฺวา แปลว่า รู้แล้ว คือ กำหนดแล้วด้วยปัญญา. บทว่า อตฺถํ ได้แก่
ไม่ปราศจากประโยชน์ คือนำมาซึ่งประโยชน์โดยส่วนเดียว.
บทว่า อิสินิสภ แปลว่า ผู้ประเสริฐสุดในฤาษีทั้งหลาย เช่นกับ
บุรุษอาชาไนย. บทว่า วจนปถํ แปลว่า คำ ก็คำนั่นแล ท่านกล่าวว่า
วจนปถะ เพราะเป็นอุบายให้บรรลุประโยชน์. บทว่า อตฺถธมฺมปทํ
สมาจเรมเส ความว่า พวกข้าพเจ้าจะปฏิบัติส่วนแห่งธรรมมีศีลเป็นต้น
ที่นำมาซึ่งประโยชน์ในภพนี้และภพหน้า.