Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 49 หน้าที่ 423

เล่ม มมร. 49 หน้า 423 ข้อ 117
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นรนาริปุรกฺขโต ความว่า อัน เทพบุตร เทพธิดา ผู้บำรุงบำเรอ พากันแวดล้อมเข้านั่งใกล้. บทว่า ยุวา แปลว่า ยังหนุ่มแน่น. บทว่า รชนีเยหิ แปลว่า อันเป็น เหตุให้ใคร่ คือเป็นเหตุเกิดความกำหนัด. บทว่า กามคุเณหิ ได้แก่ด้วยส่วนแห่งกาม. บทว่า โสภสิ อธิบายว่า ย่อมรุ่งเรือง ด้วยความพรั่งพร้อมในกลางคืน. ด้วยเหตุนั้น ท่านนารทะจึงกล่าวว่า เสวยทุกข์ในตอนกลางวัน ดังนี้ อธิบายว่า เสวยเหตุคือ ความ คับแค้นมีประการต่าง ๆ ในตอนกลางวัน. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า รชนี ได้แก่ ในตอนกลางคืน. บทว่า เยหิ เป็นเพียงนิบาต. บทว่า กิมกาสิ ปุริมาย ชาติยา ความว่า ในชาติก่อนแต่ชาตินี้ ท่านได้ กระทำกรรมอะไรอันเป็นทางให้เสวยสุขและทุกข์อย่างนี้ ขอท่าน จงบอกกรรมนั้นเถิด. เปรตได้ฟังดังนั้น เมื่อจะบอกกรรมที่ตนกระทำไว้ จึงได้ กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า :- เมื่อก่อน กระผมเป็นพรานเนื้อ อยู่ที่กรุง ราชคฤห์อันน่ารื่นรมย์มีภูเขาล่อมรอบ (เบญจ- คีรีนคร) เป็นผู้มีฝ่ามือเปื้อนด้วยโลหิต เป็นคน หยาบช้า ทารุณ มีใจประทุษร้ายในสัตว์เป็นอัน มาก ผู้ไม่ได้กระทำความโกรธเคือง ยินดีแต่ใน การเบียดเบียนสัตว์อื่น เป็นผู้ไม่สำรวมด้วยกาย วาจา ใจ เป็นนิตย์ อุบาสกคนหนึ่ง ผู้เป็นสหาย
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka